2006/May/15


ช่วงเวลา : หลังพิธีจบการศึกษา


ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง.. เจ็ดปีจะว่านานก็นานจะว่าสั้นมันก็เหมือนเป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เท่านั้น แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปสักเท่าไรเอดินเบิร์กก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงคงจะมีแต่พวกเธอเท่านั้นที่เปลี่ยนไป..

นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ทุกคนต่างโตขึ้นและเป็นผู้ใหญ่ ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมายทั้งวิชาความรู้ในห้องเรียนรวมทั้งสิ่งที่ไม่สามารถหาเรียนได้จากที่ไหน.. นั่นคือ มิตรภาพ..

หลังเสร็จสิ้นงานเลี้ยงส่งเล็กๆที่พวกเขาช่วยกันจัดขึ้นภายในชั้นปีเมื่อคืน ในวันนี้ทุกคนต่างก็ร่ำลาและแยกย้ายกันไปตามวิถีทางของตนดังที่ได้คุยกันเอาไว้..

เริ่มจากโรและกัส.. ทั้งสองคนต่างก็เปิดเผยฐานะที่แท้จริงและเดินทางกลับบ้านเมืองของตนเองอย่างสมเกียรติเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าชายรัชทายาท สามสาวนางฟ้าแห่งป้อมออกเดินทางไปท่องเที่ยวเมืองวิทช์ด้วยกันตามประสาก่อนจะแยกย้ายไปทำหน้าของตนเองเช่นกัน..

ส่วนครี้ด.. พวกเขาทั้งสิบคนตกลงใจว่าจะไปลงเรือท่องสมุทรของเจคก่อนเป็นอันดับแรกเรื่องอื่นๆค่อยว่ากันทีหลัง ส่วนทางด้านคิลนั้น.. รายนี้รีบกลับบ้านก่อนใครเพื่อเตรียมการไปสู่ขอเจ้าหญิงเรนอนคนงามตามที่ได้สัญญาเอาไว้กับเจ้าหล่อน.. ที่เหลืออยู่จึงมีเพียงเฟรินกับคาโล

ความจริงโกโดมนำมังกรดำมารับเฟรินแทบจะทันทีที่เธอก้าวเท้าออกมาจากป้อมแต่คาโลกลับลากเฟรินขึ้นเกวียนของตัวเขาแทนโดยไม่ยอมปริปากพูดอะไรทั้งสิ้นนอกจากสั่งให้คนสนิททั้งสองที่ทำหน้าที่กุมบังเหียนออกเกวียนเดินทางกลับคาโนวาลทันที โกโดมจึงต้องจำใจส่งข่าวบอกท่านจ้าวเรื่องที่เจ้าหญิงของเขาจะเลื่อนกำหนดกลับเดมอสออกไปและตัวโกโดมก็ติดตามอารักขาพระธิดาของเจ้านายเหนือหัวอยู่ห่างๆ ( คาโลไม่ให้เข้าไปในเกวียน )

เกวียนหลังใหญ่แล่นปุเรงๆออกมาจากเอดินเบิร์กได้สักพักแล้วและเวลานี้พระอาทิตย์ก็เคลื่อนคล้อยขึ้นตรงกลางศรีษะพอดีแต่พวกเขาก็มิได้หยุดพัก ท่ามกลางธรรมชาติแปลกตาสำหรับคนชาวเดมอสอย่างโกโดมทำให้องครักษ์ตัวน้อยออกอาการตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษจึงได้เอ่ยปากถามชวนสองคนสนิทของเจ้าชายแห่งคาโนวาลพูดคุยไม่หยุด ทางด้านเมราสและเอลลิคเองก็ให้ข่าวสารแก่คนต่างแดนตัวจิ๋วด้วยความเต็มใจ ดังนั้นการเดินทางร่วมหลายชั่วโมงนี้จึงได้มีเสียงของพวกเขาทั้งสามคลอตามไปตลอดทางผสานไปกับเสียงล้อเกวียนและกีบเท้าม้าบดลงพื้นถนน ทว่าบรรยากาศภายนอกที่แสนคึกคักช่างตัดกับอากาศภายในเกวียนของนายเหนือหัวทั้งสองของพวกเขายิ่งนัก

เฟรินนั่งหน้าบูดมาตลอดทางตั้งแต่ถูกฉุดกระชากขึ้นเกวียนมา เสียงขุ่นของเจ้าหล่อนดังขึ้นมาเป็นระยะตั้งแต่ออกเดินทางแม้กระทั่งตอนนี้

" นี่..อยู่ดีๆก็มาลากฉันขึ้นเกวียนแบบนี้ หมายความว่ายังไง " คำถามรอบที่สามสิบแปดจากเฟรินดังขึ้นแต่คนที่ควรจะตอบกลับยังคงเงียบยังความหงุดหงิดใจให้เจ้าหล่อนยิ่งนัก ตั้งแต่ออกจากเอดินเบิร์กมาเธอก็ถามคำถามนี้กับเขามาตลอดทางแต่อีกฝ่ายไม่ยอมตอบอะไรเลยแม้แต่คำเดียว ไม่มองหน้าเธอและไม่อ่านหนังสือฆ่าเวลาเหมือนทุกที ที่คาโลทำคือนั่งนิ่งและเงียบ สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเกวียนตลอดเวลา..

ความน้อยใจเริ่มก่อตัวในใจของเฟริน เมื่อไม่กี่เดือนก่อนชายหนุ่มเพิ่งจะออกปากขอเธอแต่งงาน.. นี่ยังไม่ทันแต่งด้วยซ้ำกลับทำท่าทางเฉยเมยใส่เธอขนาดนี้ ทว่าถึงแม้เฟรินจะน้อยใจอยู่บ้างแต่ด้วยรู้จักกันมานานทำให้เฟรินพอจะดูออกว่าอีกฝ่ายเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ในใจ และนี่เป็นนิสัยเสียอย่างหนึ่งของคาโลที่เวลามีเรื่องกลุ้มหรือกังวลใจเขามักจะเก็บเอาไว้คนเดียวไม่ยอมบอกใคร เฟรินรู้ดี.. และก็เพราะเหตุนี้เธอถึงได้น้อยใจชายหนุ่มนัก เธออยากให้เขามองเธอเป็นคนที่พึ่งพาได้ อยากให้เขาวางใจที่จะปรึกษาเรื่องไม่สบายใจกับเธอไม่ใช่เก็บเอามาคิดเองคนเดียวแบบนี้..

" ถ้านายไม่พูด ฉันจะรู้มั้ยว่านายเป็นอะไร " เฟรินพยายามใหม่อีกครั้งแต่คาโลยังคงเฉย " นายอย่าทำตัวงี่เง่าแบบนี้จะได้มั้ย!! " พูดอย่างเหลืออดก่อนจะหันหน้าหนีไปทางอื่นและนั่งบ่นหงุงหงิงกับตัวเองอย่างหงุดหงิดใจเป็นที่สุด

ความเงียบน่าอึดอัดโรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งคู่ นาน.. จนเฟรินเกือบจะหลับไปเพราะความเซ็งอยู่แล้วนั่นล่ะคนปากหนักถึงได้ยอมเปิดปากพูดออกมาเป็นครั้งแรก

" ขอโทษ " เฟรินหันขวับไปมองคาโล ความง่วงเมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้งและเมื่อเห็นว่าตาสีฟ้านั่นมองมายังเธออย่างสำนึกผิดก็ถึงกลับทำให้เธออึ้ง

" ตกลง นายเป็นอะไร " เฟรินถามสืบไปทันทีเมื่อตั้งสติได้ คาโลเงียบไปนิดแต่ในที่สุดก็ยอมเปิดปากพูดออกมาด้วยเสียงเบาๆ

" ฉันแค่.. อยากอยู่กับเธอ " เฟรินเลิกคิ้วขึ้นอย่างฉงนในตอนแรกแต่เมื่อเห็นหน้าขาวๆของชายหนุ่มเริ่มจับสีเรื่อ เจ้าตัวถึงได้แย้มยิ้มกว้าง ดวงตาพราวระยับเป็นประกายให้อีกฝ่ายเริ่มไม่ไว้ใจในความคิดพิเรนๆที่สาวเจ้าอาจจะเอามาแกล้งเขา

" แค่นั้น.. " เฟรินพูดกลั้วหัวเราะ ร่างเล็กๆเริ่มเบียดเข้าหาคนตัวโตให้อีกฝ่ายใจเต้นไม่เป็นส่ำ มือบางลูบไล้ต้นแขนซ้ายของชายหนุ่มเบาๆให้คาโลหน้าขึ้นสีมากกว่าเดิมพร้อมกับเสียงหวานๆที่เจ้าตัวจงใจส่งไปเพื่อยั่วอีกฝ่าย

" ที่แท้..เจ้าพี่ก็แค่อยากอยู่กับหญิงสองต่อสองหรือเพคะ "

คาโลมองเฟรินด้วยสายตายากอธิบายเป็นที่สุด มันทั้งพอใจและหงุดหงิดในเวลาเดียวกัน

ประโยคที่เจ้าหล่อนพูดกับเขาเมื่อครู่นั้นทั้งอ่อนหวานและน่ารักนักแล้วยังร่างนิ่มๆที่เบียดชิดนี่อีกมันทำให้เขาอดที่จะหวั่นไหวและใจเต้นแรงไปด้วยไม่ได้ แต่ก็นั่นล่ะ.. เขารู้ดีว่าหญิงสาวแค่คิดจะแกล้งเขาเท่านั้น ดังนั้นไออารามดีใจที่ก่อตัวขึ้นมานิดๆเมื่อครู่เลยเปลี่ยนเป็นหงุดหงิดหน่อยๆ แล้วความคิดอยากจะสั่งสอนคนตรงหน้าก็เริ่มผลุดขึ้นมาในสมอง

" ใช่ " คาโลตอบเสียงห้วน แววตาเริ่มทอประกายดุๆส่งมาปรามหญิงสาวแต่เฟรินกลับหัวเราะคิกคักชอบใจที่ได้แกล้งคนตรงหน้า ตาสีน้ำตาลวาววับเป็นประกายสดใส

" ฮะฮะ ในที่สุดก็เปลี่ยนสีหน้าได้ซักที.. " เฟรินพูดพร้อมรอยยิ้ม " พ่อเจ้าชายน้ำแข็ง ^_^ "

แววความฉงนฉายวาบในประกายตาคาโลอยู่ครู่แต่ไม่ช้าเขาก็เข้าใจ ที่เฟรินแกล้งเขาเมื่อครู่นั้นเพราะต้องการให้เขาหายเครียด.. ทว่าก่อนที่คาโลจะได้ตัดสินใจพูดอะไรเฟรินกลับเอื้อมมือขึ้นมาหาพร้อมกับออกแรงโน้มตัวเขาให้นอนลงหนุนตักนุ่มของเธอ

" ให้เป็นกรณีพิเศษนะ " เธอว่าขณะใช้มือลูบผมสีเงินของชายหนุ่มเบาๆ..

" เฟริน.. "

" ในเมื่อนายไม่อยากพูด ฉันก็จะไม่เซ้าซี้แล้ว.." เฟรินพูดขัดขึ้น เธอรู้ว่าเหตุผลที่อีกฝ่ายบอกเธอมาตอนแรกนั้นไม่ใช่เรื่องที่เขากำลังกลุ้มใจอยู่จริงๆแต่เธอก็ไม่อยากคาดคั้นให้เขาไม่สบายใจอีก เมื่อชายหนุ่มพร้อมเมื่อไหร่เขาคงจะบอกกับเธอเอง

" แต่นายต้องหลับตาแล้วนอนซะ เอาแต่นั่งคิดอะไรวุ่นวายอยู่คนเดียวตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว.. ตอนนี้สมองนายน่ะมันล้าเต็มทนแล้วรู้ตัวมั้ย ถึงจะฝืนคิดไปให้สมองระเบิดตายก็คิดไม่ออกหรอก "

คาโลนอนมองเฟรินว่าตัวเองด้วยสายตารักใคร่ไม่ปิดบัง.. เธอเป็นห่วงเขา.. นี่คือสิ่งที่เขาสัมผัสได้และมันก็ทำให้เขามีความสุข

" นายน่ะ.. ต้องหัดปล่อยวางเสียบ้าง รู้รึเปล่า เรื่องบางเรื่องก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปอย่างที่ควรเป็น มันอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่นายคิดก็ได้.. เพราะฉะนั้นเลิกคิดมากแล้วนอนซะ "

นั่นสินะ.. มันอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิด

รอยยิ้มน้อยๆเริ่มปรากฏขึ้นที่มุมปากของเจ้าชายแห่งคาโนวาล ตาสีฟ้าคู่สวยไม่ได้ละไปจากใบหน้าของเฟรินเลยแม้แต่น้อย มือแกร่งค่อยๆรวบจับมือน้อยของหญิงสาวเอาไว้อย่างทนุถนอมเป็นที่สุดก่อนจะมอบจุมพิศแผ่วเบาบนนิ้วมือนั้นอย่างอ่อนโยน

" เฟริน.." คาโลพึมพำเบาๆพร้อมกับหลับตาลง " ขอบใจ " และแล้วร่างของชายหนุ่มก็นอนหลับอย่างเป็นสุขบนตักของหญิงผู้เป็นที่รัก


///////////////////////////////////////////////////////////////


เป็นเวลาสี่ทุ่มเศษของวันที่สามหลังจากที่พวกเขาออกเดินทาง ในที่สุดเกวียนหลังใหญ่ก็หยุดลงจอดสนิทในเขตพระราชฐานหน้าประตูวังสีขาว พระราชวังหลวงแห่งคาโนวาล..

คาโลตัดสินใจพาเฟรินไปเข้าเฝ้ากษัตริย์บาโรผู้เป็นบิดาก่อนจะพาแฟนสาวไปที่พักโดยสั่งให้เมราสกับเอคลิคไปจัดการเรื่องห้องพักของเฟรินล่วงหน้าและให้นำโกโดมไปกับทั้งสองคนนั่นด้วย

แม้เวลาจะล่วงเลยมาจนดึกมากแล้วแต่โถงทางเดินภายในวังกลับยังไม่ร้างผู้คน สองข้างทางยังคงมีทหารเวรเดินกันขวักไขว่และเมื่อคนพวกนั้นเห็นคาโลเดินผ่านก็รีบก้มหัวลงทำความเคารพทันที

คาโลยังคงนำทางเฟรินเดินไปเรื่อยๆผ่านเสาสูงและโถงทางเดินมากมายจนในที่สุดชายหนุ่มจึงได้หยุดเดินหน้าประตูสีขาวบานใหญ่ ทหารเฝ้าประตูเมื่อเห็นคนทั้งสองก็กำลังจะทำความเคารพแต่คาโลกลับยกมือห้ามไว้ก่อน

ชายหนุ่มยกมือขึ้นและใช้ข้อนิ้วเคาะไปเบาๆสามครั้งบนบานประตู ไม่นานเสียงทุ้มทรงอำนาจของผู้ที่ประทับอยู่ในห้องจึงได้ดังออกมาเชิญพวกเขาเข้าไป

คาโลผลักบานประตูทั้งสองข้างให้อ้าออกพร้อมกับสาวท้าวเข้าไปภายในโดยมีเฟรินเดินตามอยู่ข้างหลัง เมื่อร่างสูงสง่าหลังโต๊ะทรงอักษรรับรู้ถึงการเข้ามาของใครบางคนแล้วจึงได้เงยพระพักตร์ขึ้น แววพระเนตรแสดงถึงความแปลกใจปรากฏขึ้นบนดวงเนตรของกษัตริย์บาโรเมื่อเห็นพระโอรสองค์เดียวกับเจ้าหญิงแห่งเดมอสถวายความเคารพอยู่เบื้องหน้า

" ไม่ต้องมากพิธี " กษัตริย์บาโรตรัส ทรงทอดพระเนตรคนทั้งสองอยู่ครู่ก่อนจะเอ่ยต่อ " การเดินทางเป็นเช่นไร "

" ราบรื่นดีกระหม่อม พวกหม่อมฉันเลยมาถึงเร็วกว่ากำหนด " คาโลตอบกลับ คิงบาโรพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้ก่อนจะหันมามองอีกสตรีที่อยู่ในห้อง

" เจ้าสบายดีหรือ เฟลิโอน่า " เฟรินแย้มยิ้มสดใสพร้อมตอบรับอย่างอารมณ์ดี " เพคะ "

ตั้งแต่เธอได้คุยกับคิงบาโรเมื่อคราวก่อนตอนช่วยกันปรุงยาให้พระเจ้าตาไฮคิงทำให้เธอรู้ว่าคนตรงหน้าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ทั้งยังเป็นคนอบอุ่นแม้การแสดงออกภายนอกจะมองไม่ค่อยเห็นก็ตาม ดูไปก็เหมือนๆกับเจ้าชายมาดมากของเธอเหมือนกัน ดังนั้นความกลัวที่มีเมื่อก่อนเลยหายไปทำให้เธอกล้าคุยกับคิงบาโรอย่างสนิทใจแต่ก็ยังแฝงความเคารพและยำเกรงไว้อยู่ในที

เมื่อได้ยินเฟรินตอบแบบนั้นคิงบาโรจึงหันพักตร์ไปยังคาโลอีกครั้ง " เจ้าไม่เห็นบอก ว่าจะพาเฟลิโอน่ามาด้วย "

คาโลยังไม่ได้พูดอะไรแต่เฟรินกลับตอบแทนเสียก่อน

" หม่อมฉันเป็นคนขอตามมาเองเพคะ.. " พอเห็นกษัตริย์บาโรหันมาทางเธอ เฟรินเลยรีบพูดต่อ " คือ..หม่อมฉันว่างๆไม่มีอะไรทำ แล้วก็ยังไม่อยากกลับเดมอสเลยขอตามคาโล เอ้ย.. เจ้าชายคาโลมาเที่ยวคาโนวาลด้วยเพคะ "

คิงบาโรแย้มสรวลนิดๆก่อนจะดำรัสต่อราวกับล่วงรู้ความคิดของเฟริน " ฉันไม่ได้จะว่าอะไรคาโลหรอก แต่ถ้ารู้ว่าเราจะมาด้วยจะได้เตรียมการต้อนรับไว้ " เฟรินยิ้มเขินๆก่อนจะพูดตอบกลับ

" ไม่ต้องลำบากหรอกเพคะที่ไหนๆก็อยู่ได้ทั้งนั้น " คาโลมองท่านพ่อของตนเองคุยกับหญิงคนรักอย่างถูกคอก็ให้โล่งใจ ดูเหมือนกษัตริย์บาโรจะเอ็นดูเฟรินอยู่ไม่น้อย

" ถ้าเช่นนั้น..ข้าจะให้คนจัดห้องพักให้เจ้าก็แล้วกัน.. "

" ทูลท่านพ่อ.. " คาโลรีบเอ่ยขัด " ให้เฟลิโอน่าอยู่ตำหนักเหนือก็ได้กระหม่อม หม่อมฉันสั่งให้คนจัดห้องไว้แล้ว " คิงบาโรมองลูกชายของตนครู่หนึ่งและดูเหมือนจะทรงนึกอะไรได้แววตาจึงเปลี่ยนเป็นอ่อนลง

" เอาแบบเจ้าว่าก็แล้วกัน.. พวกเจ้าเดินทางกันมาเหนื่อยๆรีบไปพักเถอะ "

เมื่อได้รับคำอนุญาตเฟรินกับคาโลจึงถวายคำนับอีกครั้งแล้วขอตัวเดินออกมา แต่พอคาโลจะก้าวออกจากห้องกษัตริย์บาโรกลับตรัสรั้งตัวไว้ก่อนคาโลจึงหันไปบอกให้เฟรินยืนรออยู่ด้านนอกส่วนตัวเขาเดินกลับเข้าห้องไปอีกครั้ง

" อาทิตย์หน้า..เจ้าพร้อมแล้วใช่มั้ย " คิงบาโรพูดเมื่อคาโลปิดประตูเรียบร้อยแล้ว

" พร้อมแล้วกระหม่อม.. " คาโลตอบและเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรอีกจึงได้เอ่ยทูลลา

" ถ้าท่านพ่อไม่มีอะไรแล้ว หม่อมฉันขอทูลลา " คาโลทำท่าจะเดินออกจากห้องแต่คิงบาโรก็รั้งเอาไว้อีกครั้ง

" เหลืออีกสี่วัน.. ระหว่างนี้เจ้าก็พาเฟลิโอน่าไปเที่ยวเล่นให้สบายใจก็แล้วกัน และถ้าขาดเหลืออะไรก็มาบอกพ่อ.. " คิงบาโรพูดเสียงอ่อนกับลูกชายทำให้คาโลที่ได้ยินอึ้งไปนิดก่อนยิ้มรับ

" ครับ.. ท่านพ่อ "

" อีกอย่าง.. ดูแลน้องเขาให้ดี พ่อไม่ว่าที่เจ้าจะให้เฟลิโอน่าไปอยู่ที่ตำหนัก ( ตำหนักเหนือเป็นตำหนักของคาโลค่ะ ) แต่ยังไงเสียเฟลิโอน่าก็เป็นผู้หญิง.. "

" ลูกทราบ " คาโลขัดขึ้น คิงบาโรทอดพระเนตรมองคาโลอยู่สักพักราวกับจะพูดอะไรสักอย่างแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ พระองค์ทรงหันกลับไปที่งานตรงหน้าอีกครั้งก่อนดำรัส

" ไม่มีอะไรแล้ว..เจ้าไปนอนเถอะ " คาโลมองอย่างผิดหวังนิดๆก่อนจะกล่าวทูลลาและในขณะที่เขากำลังจะก้าวออกจากห้องชายหนุ่มก็ตัดสินใจหันกลับไปมองพ่อของตนอีกครั้ง เขาเอ่ยคำพูดออกมาเบาๆเหมือนกับจะให้ได้ยินเพียงแค่ตนเองเท่านั้นแต่ด้วยความเงียบจึงทำให้คิงบาโรที่เริ่มสะสางงานต่อได้ยินคำนั้นอย่างชัดเจน..

" ราตรีสวัสดิ์ครับ..ท่านพ่อ " พูดเสร็จคาโลก็ก้าวออกมาจากห้องให้ผู้เป็นพ่อเงยหน้าขึ้นมองประตูที่ปิดตามหลังอย่างอบอุ่นและเจ็บแปลบหัวใจในเวลาเดียวกัน..

คำที่พ่อคิดจะพูดกับเจ้าสักครั้งแต่ไม่เคยพูด.. กลับเป็นเจ้าที่เป็นคนพูดมันออกมา.. คิงบาโรคิดอย่างปวดใจ

ขอโทษด้วยที่พ่อต้องทำเหมือนไม่รักเจ้า เพราะความคิดชั่ววูบในกาลก่อนทำให้พ่อผิดต่อเจ้านัก พ่อเคยลั่นวาจาไว้กับคนๆหนึ่งว่าจะไม่มีวันรักเด็กที่ไม่ได้เกิดจากอลิเซียและที่แต่งงานกับแม่ของเจ้าก็เพียงเพื่อจะสร้างนักรบปีศาจเท่านั้น..

ถึงแม้ว่าพ่อจะไม่ได้รักแม่ของเจ้าแต่พ่ออยากให้เจ้ารู้เอาไว้

พ่อรักเจ้ามาก..

แล้วก็..

" ราตรีสวัสดิ์นะ.. ลูกรัก.. "


//////////////////////////////////////////////////////////


ตลอดสามวันที่อยู่ที่นี่คาโลพาเฟรินไปเที่ยวตลอดตามที่เจ้าตัวขอ เขาพยายามเก็บเกี่ยวความสุขในช่วงเวลานี้ไว้ให้มากที่สุดเพราะคงจะอีกนาน.. กว่าเขาจะได้พบกับมัน

เช้าวันที่สี่..

วันนี้คาโลพาเฟรินเดินเที่ยวชมในวังแทนที่จะออกไปข้างนอก ภายในวังคาโนวาลเต็มไปด้วยของสวยงามมากมายอีกทั้งสถานที่ต่างๆก็ใหญ่โตงดงามดูอลังการไปหมดทั้งลานพิธี สนามฝึกซ้อม ลานประลอง หอสมุดขนาดใหญ่ที่ขนาดเฟรินผู้ไม่ชื่นชอบหนังสือยังอดที่จะตื่นตากับความงามและจำนวนหนังสือที่มากมายมหาศาลนี้ไม่ได้ นอกจากนี้ก็ยังมีสวนที่จัดแต่งไว้อย่างวิจิตรอีกมากมายหลายแห่งในวัง และเมื่อทั้งสองเดินมาถึงสวนหลังตำหนักกลางเฟรินก็ต้องเบิกตาโตกับความงามของบึงกว้างขวางใสเหมือนกระจกตรงหน้า

" สวยจัง " เฟรินอุทานขณะเดินเข้าไปยืนอยู่ริมบึงและชะโงกหน้าลงไปมองปลาแปลกๆที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในน้ำอย่างรื่นเริง

" นี่คาโลปลาพวกนี้มันปลาอะไรหรอ ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน "

คาโลเดินเข้ามาหาตามเสียงเรียกแต่เขาไม่ได้ตอบตาสีฟ้าจดจ้องอยู่ที่ใบหน้าของหญิงสาวที่กำลังแย้มยิ้มราวกับเด็กได้ของเล่นใหม่ส่วนสมองก็กำลังไพร่คิดไปถึงเรื่องสำคัญที่เขาจะต้องพูดกับหล่อน

ชายหนุ่มพยายามสรรหาคำพูดและวิธีการบอกที่ดีที่สุด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากและเขาไม่อยากจะให้เกิดความผิดพลาดขึ้นด้วยความเข้าใจผิดอีกเหมือนครั้งก่อนๆที่เขากับเฟรินทะเลาะกัน แต่คาโลเองก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนจนกระทั่งเฟรินที่เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้จึงพูดขึ้นทำลายความเงียบ

" จริงสิ.. ฉันได้ยินมาว่าพ่อนายจะสละราชสมบัติ " คำกล่าวของเฟรินทำให้คาโลสะดุ้งแต่เธอไม่เห็น " แบบนี้ก็ต้องมีการประลองใช่มั้ย.. แล้วจะเริ่มเมื่อไหร่หรอ "

" อีกสองเดือน " คาโลตอบ แต่แล้วจู่ๆเขาก็คว้ามือเฟรินดึงเธอให้หันมามองเขา เฟรินแปลกใจกับการกระทำนั้น เธอมองจ้องเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่มและเห็นประกายร้อนรนอยู่ในนั้น

" นายเป็นอะไร "

" เฟริน " คาโลสูดหายใจเข้าลึกก่อนพูดต่อ " ตั้งแต่พรุ่งนี้ฉันต้องเข้ารับการฝึกพิเศษกับท่านพ่อเพื่อเตรียมตัวชิงตำแหน่ง "

" แล้วทำไม.. อ๋อ ไม่เป็นไรๆ ฉันไม่อยู่กวนนายหรอก งั้นเดี๋ยววันนี้ฉันกลับเลยล่ะกัน " เฟรินว่าซื่อๆเมื่อนึกได้ว่าถ้าอยู่จะเป็นการรบกวนคาโลฝึกซ้อมและเขาเองก็คงอยากจะบอกให้เธอกลับ แต่พอคาโลได้ยินแบบนั้นกลับตีหน้าเครียด

เธอกำลังเข้าใจผิดว่าเขาจะไล่เธอกลับ..

" ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น เฟริน "

" อ้าว.. แล้วอะไรล่ะ "

" ที่ฉันจะพูดก็คือ.. " แต่คาโลกลับหยุดพูดเอาดื้อๆ ตอนนั้นเองที่คนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินตรงมายังที่ที่ทั้งคู่ยืนอยู่

คิงบาโรที่เดินนำอยู่หน้าสุดส่งสัญญาณให้เหล่าเสนาที่เดินตามมาและเหล่าองครักษ์เงียบเสียงรวมไปถึงห้ามเมราสกับเอลลิคที่ทำท่าจะเข้าไปรายงานคาโลว่าพระองค์มาให้อยู่กับที่

" เอ้า..ว่ามาสิ เอาแต่อ้ำอึ้งอยู่ได้ " เฟรินที่ไม่รู้ว่ามีบุคคลที่สามที่สี่ยืนฟังอยู่ด้วยก็จัดการต่อว่าคาโลให้ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือก

" ..ตั้งแต่พรุ่งนี้จนกว่าจะถึงวันประลองฉันจะต้องเข้ารับการฝึกหนัก ส่วนการประลองกว่าจะเสร็จสิ้นก็คงกินเวลาอีกเป็นเดือน "

" เข้าใจ.. แล้วไงล่ะ "

" หลังจากนั้น ถ้าหากฉันชนะฉันจะต้องทำงานทุกอย่างร่วมกับท่านพ่อเพื่อเรียนรู้หน้าที่และงานต่างๆในฐานะกษัตริย์จนกว่าจะถึงกำหนดสละราชสมบัติและสถาปนากษัตริย์องค์ใหม่ตามที่ท่านพ่อประกาศเอาไว้ " คาโลกำมือเฟรินแน่นขึ้นเมื่อพูดถึงตอนนี้

" ถ้าเป็นอย่างที่ฉันพูด.. เกือบปีเต็มที่เราจะไม่ได้เจอกัน ฉันอาจจะยุ่งมากจนไม่มีเวลาแม้แต่เขียนจดหมาย.. " คาโลหันมามองหน้าเฟรินมือทั้งสองตรงเข้าจับต้นแขนเธอเอาไว้

" รอฉันนะ " เขาจบประโยคในที่สุด

รอจนกว่าฉันจะไปรับ.. ขอร้องล่ะเฟริน ชายหนุ่มได้แต่ภาวนาในใจ หัวใจของเขาเต้นระทึกอย่างรอคอยคำตอบ เขากลัวจริงๆว่าเวลาที่ยาวนานนั้นจะทำให้เธอเปลี่ยนไป ไม่มีใครจะรู้ได้ว่าความเหงาจากการเฝ้าคอยโดยไม่ได้พบหน้านั้นจะทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง เธออาจจะหมดรักเขาและไปคบหากับชายอื่น.. นั่นคือสิ่งที่เขากลัวที่สุด

เขาไม่อยากเสียเธอไป..

ความรู้สึกที่เขามีให้กับเธอนั้นถ้าจะให้พูดออกมาก็คงได้แค่คำว่า 'รัก' 'รักมาก' แต่มันก็แค่นั้น มันบรรยายสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเขาออกมาได้ไม่ถึงเศษเสี้ยวด้วยซ้ำ

เขารักเธอมาก และ.. จะขาดเธอไม่ได้!!

เมื่อเห็นเฟรินไม่ตอบ ใจของเขาก็กระตุก คาโลจึงได้ถามย้ำ

" รอฉัน ได้มั้ย.. " ประกายขอร้องในแววตานั้นทำให้เฟรินหวั่นไหว นี่หรือคือเรื่องที่คนตรงหน้ากังวลมาตลอด และนี่เองคือสาเหตุที่ทำให้เขาต้องพาเธอมาถึงคาโนวาล..

ความอบอุ่นแผ่ซ่านในหัวใจ คาโลยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองหลายอย่างเพราะเธอ และตอนนี้สิ่งที่เขากังวลก็คือเรื่องของเธอเช่นกัน ทั้งๆที่เขาควรจะห่วงตัวเองก่อนเพราะการประลองนั่นถ้าพลาดก็หมายถึงชีวิต แต่นี่..

ทำไมนายถึงได้น่ารักแบบนี้นะ..

เฟรินคิดด้วยหัวใจที่พองโตแต่เธอก็เก็บท่าทีเอาไว้ก่อนจะยิ้มน้อยๆตอบรับ " เห็นแก่สร้อยที่นายให้ " เฟรินว่าพร้อมกับชี้สร้อยที่คอ " ฉันจะรอ.." รอยยิ้มกว้างอย่างที่นานๆครั้งจะมีปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย

" แต่ว่า..นายต้องรับปากฉันเรื่องหนึ่ง " เฟรินว่าต่อรวดเร็ว " ไม่ว่าผลจะออกมายังไง นายต้องมาหาฉัน.. ถึงนายจะแพ้ก็ต้องมา.. " ถึงตอนนี้หญิงสาวก็ขยับยิ้มเจ้าเล่ห์ " แล้วนายจะรู้ว่าตำแหน่งราชบุตรเขยของเดมอสน่ะเจ๋งแค่ไหน หึหึ ฉันจะเลี้ยงนายอย่างดีเลย คา.. อุ๊บ!! "

คาโลไม่รอให้สาวเจ้าพูดอะไรต่ออีกแล้ว ริมฝีปากของชายหนุ่มทำหน้าที่ของมันเองอย่างมีประสิทธิภาพเหมือนทุกครั้ง

" ด้วยสิ่งนี้.. " คาโลพูดเบาๆขณะถอนริมฝีปากออกมาเล็กน้อย " ฉันจะไม่แพ้.. " ว่าเสร็จจูบร้อนก็ถูกประกบลงอีกครั้ง

" ฉันจะชนะ.. แล้วนำเกียรติสูงสุดที่ได้รับไปขอเธอที่เดมอส " เฟรินหน้าแดงจัดด้วยความเขินกับคำบอกรักกลายๆของชายหนุ่มก่อนจะหยิบสร้อยเส้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเล็กๆที่อกเสื้อ

มันเป็นสร้อยเงินเกลี้ยงดูเรียบง่ายที่สายสร้อยมีจี้สีเงินออกโปร่งใสนิดๆห้อยอยู่ ตัวจี้ทำเป็นเส้นเงินเกี่ยวกวัดอย่างชดช้อยงดงามเป็นตัวอักษรนำหน้าชื่อของเฟรินเอง

ตัวงานที่แม้จะดูประณีตแต่คาโลก็พอดูออกว่ามันไม่ใช่ฝีมือของมืออาชีพ

เธออาจจะทำเอง.. เขาคิด

" ความจริงฉันกะจะให้ในวันเกิดนายแต่คิดว่าพอถึงตอนนั้นนายคงจะยุ่งมากและฉันก็คงจะไม่สะดวกเอามาให้.. " เฟรินว่าจบก็เขย่งตัวขึ้นสวมมันเข้าที่คอของคาโล มือของเธอยังคงทาบอยู่ที่ตัวจี้ขณะมองหน้าของชายหนุ่มเหมือนจะจดจำภาพของเขาเอาไว้ก่อนที่เธอจะกลับไปในวันนี้ และก็คงจะอีกนานจริงๆกว่าเธอจะได้เห็นใบหน้าที่แสนคิดถึงนี่อีก..

" พยายามเข้านะ " เฟรินพูดขึ้นแผ่วเบา เธอกำจี้เอาไว้หลวมๆพร้อมกับออกแรงดึงให้ใบหน้าของคาโลโน้มลงมาใกล้

" พร้อมๆกับ..พลังของฉัน "

จุมพิศนุ่มนวลอ่อนหวานที่สุดที่เขาเคยลิ้มลองทาบทับอย่างแผ่วเบาบนริมฝีปากของคาโล ชายหนุ่มกระชับร่างบอบบางแน่นขึ้นเก็บเกี่ยวความหอมหวานที่เธอมอบให้ด้วยความเต็มใจ

เขาจะถนอมความรักที่มีไว้อย่างดีที่สุด..

สายลมโชยแผ่วเบาผ่านร่างทั้งสองที่กอดกระชับกันแนบแน่นด้วยสายใยแห่งรักที่จะเป็นเสมือนสัญญาใจของหัวใจทั้งสองดวงที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวใต้แสงตะวันแรกของต้นฤดูหนาวทว่าสำหรับคนทั้งคู่มันคือความอบอุ่นแห่งหัวใจที่จะไม่มีวันจาง..

ความรักที่งดงามผลิบาน ณ ดินแดนแห่งนักรบ ผืนดินแห่งความรักที่อีกไม่นานเขาทั้งสองจะได้ใช้ชีวิตร่วมกัน สถานที่ที่พวกเขาจะเรียกมันว่า.. บ้าน

ท่ามกลางความยินดีของทุกคนที่เฝ้ามอง ชายหนุ่มและหญิงสาวต่างก็มอบคำสัญญาให้แก่กันและกันด้วยหัวใจ

เมื่อเวลานั้นมาถึง เราจะไม่พรากจากกันอีก.. นับจากนี้ และตลอดไป..

2006/Apr/29

ธารน้ำใสไหลรินออกจากดวงตาสีเปลือกไม้อย่างที่เจ้าตัวไม่คิดจะห้าม ความคิดทั้งมวลหยุดชะงักอยู่แค่ภาพนั้น.. ภาพการตายของบุคคลอันเป็นที่รัก ก่อนเรื่องราวจะฉายย้อนซ้ำไปมาอีกครั้งในห้วงคิดอย่างอยากจะตอกย้ำความจริงลงในใจของหญิงสาว

เมื่อก่อนตอนที่เธอต้องรับรู้ถึงการตายของเรเน่ ใจเธอราวกับแตกสลายเพราะต้องสูญเสียหญิงสาวผู้เป็นที่รักยิ่ง บุคคลที่เป็นราวกับคนในครอบครัว และในตอนนี้ความเจ็บปวดนั้นกลับทบเท่าพันทวี เมื่อหนึ่งในห้วงความทรงจำอีกเรื่องครั้งยังเยาว์กลับปรากฏชัดในห้วงคิด

ภาพบุคคลสองคนที่ทับซ้อนกันราวกับเป็นคนๆเดียว

เรเน่ กับ..

เจ้าหญิงอลิเซีย

ท่านแม่ เสียงหวานสั่นเครือเอ่ยแผ่วเบา น้ำตายังคงไม่หยุดไหลและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

แม้เธอจะเข้มแข็งเพียงไร แม้ว่าเรื่องทั้งหมดมันจะผ่านมาแล้วหลายปี แต่เมื่อผู้ที่ตนโหยหามาตลอดกลับต้องมาพรากจากเธอไปต่อหน้าต่อตาทั้งสองคน..อีกครั้ง

ใช่..สองคน น่าแปลกที่ภาพเหตุการณ์ในวันฉลองเดือนของเธอ วันที่เธอพึ่งอายุได้เพียงเดือนเดียวเท่านั้น ทั้งที่เด็กขนาดนั้นแท้ๆ แต่อยู่ๆเรื่องราวที่เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองจะจำได้กลับผุดขึ้นมาในสมอง ซ้อนทับไปมากับเหตุการณ์เมื่อเจ็ดปีก่อน

ภาพที่เธออยากจะลบเลือน แต่มันกลับไม่จางหาย

ด้วยความโศกเศร้าที่ถาโถมทำให้เฟรินไม่ได้ทันรู้ตัวเลยแม้แต่น้อยถึงเสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งที่เดินเข้ามาใกล้ ร่างบางยังคงสั่นสะท้านจากแรงสะอื้น อาการที่ทำให้ร่างสูงของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังเข้าใจผิดคิดว่าคงจะเป็นเพราะอากาศที่หนาวเย็นของยามค่ำคืน เสื้อคลุมตัวยาวของเขาถึงได้ตวัดคลุมลงยังร่างของหญิงสาวอย่างรวดเร็วพร้อมกับคำถามเสียงดุที่มักจะแสดงถึงความห่วงใยเสมอส่งมาให้

ทำไมไม่นอน เสียงเย็นที่คุ้นเคย กับสัมผัสอุ่นที่ไหล่ส่งในเฟรินสะดุ้งตกใจ ก่อนจะหันขวับกลับไปมอง

เนตรสีฟ้าเบิกขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวกับดวงหน้างามที่อาบด้วยน้ำตาของหญิงสาว เช่นเดียวกับเฟรินที่ตกใจไม่แพ้กัน

คาโล

นายร้องไห้ คำทักที่ทำให้เฟรินต้องยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกไปโดยเร็ว ก่อนจะแย้มยิ้มที่ดูฝืนเต็มทนให้ชายหนุ่มพร้อมกับคำแก้ตัวรัวเร็วที่ไม่ได้น่าเชื่อถือเลยซักนิด

ใครว่าฉันร้องไห้ ฝุ่นมันเข้าตาต่างหากล่ะ อ้อ.. ถ้านายอยากชมดาวก็ดูไปนะ ฉันจะกลับไปนอนแล้ว พูดเสร็จเฟรินก็รีบเดินหนีออกไปทันที แต่ไม่สำเร็จเมื่อมือแกร่งยึดจับไว้ที่ต้นแขน

มันเกิดอะไรขึ้นเฟริน คาโลเอ่ยถามเสียงหนักแต่ก็ยังคงกระแสความเป็นห่วงให้ร่างบางสัมผัสได้ไม่ยาก กระแสความห่วงใยที่ทำให้ความอบอุ่นแผ่ซ่านในหัวใจ แต่ครั้นพอหวนนึกถึงคำตอบของคำถามนั้นทำนบน้ำตาที่เพียรพยายามกั้นไว้กลับพังทลายลงมาอีกครั้ง

และโดยไม่ทันคาดคิดเมื่อหัวใจสั่งงานไปก่อนสมอง ร่างบางถึงได้โผเข้าหาก่อนจะกอดชายหนุ่มแน่นราวกับต้องการหลักยึด พร้อมกับปลดปล่อยน้ำตาออกมาอย่างไม่คิดจะห้ามอีกต่อไป

คาโลไม่พูดอะไรอีกมือแกร่งเอื้อมขึ้นกอดกระชับร่างบางเข้าแนบแน่นพลางลูบไล้เส้นผมสีน้ำตาลไหม้อย่างเบามือราวกับจะปลอบประโลม

ทั้งๆที่รู้อยู่แล้ว.. แต่ทำไมพอได้เห็น มันถึงได้เจ็บปวดเพียงนี้.. ความคิดที่ร่ำร้องได้เพียงแค่ในใจ นัยน์ตาสีมรกตเบือนออกจากภาพบาดตาตรงหน้า พลางแนบแผ่นหลังกับกำแพงหินอันเย็นเหยียบ ก่อนจะกระตุกรอยยิ้มน้อยๆที่เรียวปาก

เขารู้คำตอบมาตั้งแต่แรกแต่ก็ยังหวังโอกาสแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าเธอกลับไม่คิดที่จะเปิดมันให้ใครอื่นอีกนอกจากคนๆนั้น

และเขาก็ได้รับคำยืนยันนั้นจากปากของเธอเองเมื่อปีก่อน

คนเป็นไม่อาจเอาชนะคนตายได้ เพราะเวลาของคนเป็นมีจำกัด ในขณะที่เวลาของคนตายนั้นเป็นนิรันดร์..

ใช่..เป็นนิรันดร์ เพราะว่าเงาร่างของคนๆนั้นได้หยั่งรากฝังลึกลงในจิตใจของเธอไปแล้วสินะ.. เฟริน

โรผละตัวออกมาจากที่ตรงนั้น ก่อนจะเดินย้อนกลับไปยังทางเดิม และในทันที่ที่เท้าสัมผัสกับบันไดขั้นสุดท้าย นัยน์ตาสีมรกตก็ประสานเข้ากับตวงเนตรสีเดียวกันของหญิงสาวอีกนางหนึ่ง

มาทิลด้า

โร

..

คาโล.. คุณเฟริน.. เรนอนร่ำร้องขึ้นในใจขณะที่มือบางทั้งสองข้างก็เอื้อมขึ้นปิดริมฝีปากที่สั่นระริก เนตรสีม่วงสวยคลอด้วยหยาดน้ำตา เมื่อภาพที่เห็นตรงหน้ามันตรงเข้ากรีดลึกยังกลางใจเธอเข้าอย่างจัง

ภาพของชายหนุ่มหญิงสาวที่กอดกันอย่างแนบแน่นจนแทบจะไม่มีช่องว่างสำหรับเธอให้เข้าไปแทรกได้ และโดยเฉพาะตาสีฟ้าคู่นั้น แววตาที่แสดงออกถึงความอ่อนโยนแบบที่ไม่เคยมีใครได้รับมาก่อนจากบุรุษที่ได้ชื่อว่าเจ้าชายคาโลแห่งคาโนวาล อีกทั้งแววความเจ็บปวดที่ราวกับอยากจะรับบาดแผลและหยาดน้ำตาของหญิงสาวตรงหน้าไว้เองคนเดียว แววตาที่เธออยากจะให้เขาใช้มองเธอบ้างซักครั้ง แต่ที่ได้กลับไม่เคยเกินไปกว่าคำว่าญาติ..

ทำไม..

ทั้งๆที่มาทิลด้าเคยเตือนไว้แล้ว ทั้งๆที่เรื่องนี้เธอก็รู้ดีอยู่แก่ใจ แต่ก็ยังหลอกตัวเองว่ายังพอมีโอกาส ตราบเท่าที่เธอไม่ได้เห็นกับตา ยังคงมีโอกาส.. ทว่า..

ฉันรู้แล้วค่ะ คาโล ฉัน.. ไม่สามารถเข้าไปยืนแทนที่ที่ตรงนั้นได้จริง ๆ

เรนอนหันหลังกลับและออกวิ่งไปโดยไม่คิดที่จะหันหน้ากลับมาอีก โดยมีสายตาของคิล มองส่งไปจนรับตา

เรนอน..

.

เธอมาทำอะไรที่นี่มาทิลด้า น่าจะรู้นะว่าเขาห้ามออกมาเดินเตร่ตามระเบียงหลังสองทุ่ม โรเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงเป็นปกติที่สุดพร้อมกับรอยยิ้มตามแบบฉบับเมื่อเห็นชัดแล้วว่าคนตรงหน้าเป็นใคร

ฉันมาตามเรนอน เธอว่าจะเอามีดมาคืนพี่ลอเลนซ์แต่นี่ไปนานมากแล้วยังไม่กลับซะที ฉันกับแองจี้เลยแยกกันตามหา มาทิลด้าตอบแต่ตายังคงจับจ้องไม่ละไปจากเนตรสีเดียวกันตรงหน้า

งั้นเรอะ งั้นก็ไม่เป็นไรแต่เร็วหน่อยแล้วกันนะ ฉันต้องเปลี่ยนเวรตอนตีสอง ว่าแล้วเจ้าตัวก็เดินต่อไปทันที มาทิลด้ามองตามอย่างชั่งใจก่อนที่จะ..

เดี๋ยว ฝีเท้าที่เดินอยู่ชะงักลง โรหันกลับมามองตามเสียงเรียก

มีอะไร

นายเป็นอะไรรึเปล่า โรมองอย่างแปลกใจกับคำถาม

ไม่นี่ ตอบเสร็จก็หันหลังเดินต่อ แต่แล้วก็ต้องหยุดลงอีกครั้งกับประโยคต่อมาของหญิงสาว

เกี่ยวกับเฟรินสินะ

เธอพูดอะไร

ถึงสีหน้านายจะไม่แสดงออกมา แต่นายกลบความรู้สึกที่มันออกมาจากแววตาไม่ได้หรอกนะ อย่าหลอกตัวเองอีกเลยโร เซวาเรส คำเรียกชื่อเต็มยศที่เจ้าตัวยิ้มรับก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับหญิงแกร่งประจำป้อม

ฉันไม่เคยหลอกอะไรตัวเองเลยซักครั้ง มาทิลด้า

แต่นายชอบเฟริน.. ใช่มั้ยล่ะ มาทิลด้าสวนกลับทันควัน โรอึ้งไปนิดกับคำที่ได้ยิน ก่อนจะยิ้มอ่อนโยน

ใช่ คำตอบรับที่ส่งให้หัวใจของสาวเจ้าไหววูบ ราวกับมีอะไรบางอย่างจุกอยู่ที่ในอก ก็.. แล้วไงล่ะ แต่โรก็ยังคงเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มแบบเดิม

นายก็รู้ว่าเฟรินกับคาโล.. มาทิลด้าพูดต่อ แม้จะรู้ว่าน้ำเสียงไม่มั่นคงดังเดิม

ฉันรู้.. ก็แล้วไงล่ะ

งั้นนายยังจะ.. คำเถียงกลืนหายไปในลำคอเมื่อเจ้าตัวรู้สึกถึงความสั่นไหวภายในที่ไม่อาจควบคุม แม้นัยน์ตาของทั้งคู่ยังคงจ้องสบกันแต่กลับไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมา จนในที่สุด..

บางครั้ง..ความรักก็ไม่จำเป็นต้องใช้กายเข้าสัมผัสมันเสมอไป โรเอ่ยขึ้นพลางเบนสายตาไปยังช่องหน้าต่างทางระเบียงที่เปิดกว้าง ขอเพียงแค่คนที่เรารักมีความสุข ไม่ว่าคนที่ยืนเคียงข้างกับเขาจะเป็นใครก็ตาม แค่นั้นก็เพียงพอ.. โรหันกลับมาสบตากับมาทิลด้าอีกครั้ง

ถ้าเธอไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัว โรพูดพร้อมกับหันหลังให้ แต่ก็ต้องหยุดลงอีกครั้งกับเสียงที่ดังขึ้น

ความรักที่ไม่อาจสัมผัส มันไม่เจ็บปวดเรอะ มาทิลด้าพูดเสียงสั่นแผ่วเบา ถ้าหากรักมาก ทำไมถึงไม่ไขว่คว้า และคำพูดที่เอ่ยออกราวกับจะบอกตัวเองมากกว่า

เธอเนี่ยถ้าจะสับสนในตัวเองนะ โรพูดขึ้นบ้างแม้จะยังไม่หันมามอง ตอนแรกพูดเหมือนอยากให้ฉันตัดใจ พอมาตอนนี้กลับพูดหยั่งกับจะให้ฉันไปแย่งเฟรินมางั้นล่ะ

สำหรับยัยนั่น.. ฐานะของฉันคงไม่มากไปกว่าคำว่าเพื่อนที่เธอยอมแม้แต่จะแลกชีวิตถ้าหากฉันกำลังมีภัย.. ฉันน่ะไม่สามารถที่จะก้าวข้ามเข้าไปยืนอยู่เคียงข้างเธอในฐานะอื่นนอกจากนี้ได้อีกแล้ว.. เพราะประตูบานนั้นได้ถูกปิดตายไว้สำหรับคนๆนั้นเพียงผู้เดียว..

นายเองก็เหมือนกันไม่ใช่รึไง.. โร

แต่แค่นี้ก็พอแล้วล่ะ.. โรพูดพร้อมกับออกเดินอีกครั้ง ฉันยินดีและเต็มใจที่จะอยู่ในฐานะผู้เฝ้ามองอยู่ห่างๆ ขอแค่เธอคนนั้นจะมีความสุข.. เท่านั้นก็พอ

..

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้วกว่าเฟรินจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ใบหน้านวลถึงได้แดงซ่านขณะผละตัวออกจากอ้อมกอดอุ่น น้ำตาที่เมื่อครู่ยังคงไหลพรากอาบสองข้างแก้มเริ่มเหือดแห้งไปทันตาเมื่อความกระดากอายเข้ามาแทนที่ ก่อนเจ้าตัวจะส่งยิ้มหวานแก้เก้อ

ท่าทีขัดเขินของสาวน้อยที่นานๆจะทำตัวได้สมหญิงเรียกรอยเอ็นดูให้ฉาบบนดวงหน้าสลัก ตาสีฟ้าไหวระริกขบขัน ขณะเรียวปากก็ขยับถามเรื่องที่สงสัย

ทีนี้นายจะบอกฉันได้รึยังว่านายเป็นอะไร คาโลพูดขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นว่าร่างบางในอ้อมแขนหยุดร้องไห้แล้ว เฟรินชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าแล้วเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดให้ชายหนุ่มฟัง

.

..

แล้วตั้งแต่นั้นมาฉันก็ไม่เคยกลับไปที่นั้นอีกเลย ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นไงบ้างนะ แม้คนเล่าจะทำน้ำเสียงร่าเริงแต่แวววูบไหวในดวงตากลับไม่อาจเล็ดลอดสายตาของเขาไปได้

ช่างเถอะพูดไปก็ไม่มีประโยชน์ยังไงซะจะออกไปตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่แล้ว ก็นี่มันยังไม่ปิดเทอมนี่นะ ว่าแต่..ง่วงแล้วล่ะ เราลงไปกันดีกว่า ว่าแล้วเจ้าตัวก็กระโดดลงมาจากขอบหน้าต่างที่ตนนั่งอยู่กลับมายืนที่พื้นพลางหันหลังเดินไปอย่างที่ว่า แต่เสียงทุ้มที่ดังตามมาก็ส่งให้เธอต้องหันกลับมาอีกครั้ง

ถ้าหากไปได้นายจะยอมไปจริงๆน่ะเรอะเฟริน ไปที่หลุมศพของเธอคนนั้น เฟรินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถาม ก่อนจะพูดยิ้มๆเหมือนไม่ใส่ใจ

นายพูดอะไรน่ะยังไงก็ไปไม่ได้อยู่แล้วนี่นา

แล้วถ้าหากฉันบอกว่ามีวิธีทำให้นายออกไปได้ล่ะ นายจะไปรึเปล่า เฟรินนิ่งเงียบไม่ตอบคำ รอยยิ้มที่มีเจื่อนลงไปถนัด และนั่นทำให้คาโลตัดสินใจเอ่ยประโยคต่อมา

นายกลัวสินะ คาโลพูดเสียงเรียบ ก่อนสาวเจ้าจะสวนทันควัน

ฉันนี่นะกลัว กลัวอะไรล่ะไม่เห็นมีอะไรที่จะต้อง..

นายกลัวที่จะต้องยอมรับความตายของเรเน่ ใช่มั้ยล่ะ

ฉัน.. เฟรินจำต้องเงียบเสียงลงอีกครั้ง ไม่รู้จะโต้ตอบบุคคลตรงหน้าเช่นไร เมื่อคำพูดนั่นมันกระแทกเข้ากับความรู้สึกของหล่อนเข้าอย่างจัง

คาโลมองจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลคู่งามที่เริ่มมีหยาดน้ำคลออีกครั้ง ก่อนเจ้าตัวจะยกแขนปาดมันออกไปรวกๆอย่างไม่อยากให้มันไหลออกมาอีก พลางสมองก็นึกโทษร่างบ้าๆที่ไม่รู้เป็นอะไรวันนี้ถึงได้บ่อน้ำตาตื้นนัก อาจจะเกี่ยวกับพิษไข้ก็ได้ที่ทำให้เธอรู้สึกว่าวันนี้อารมณ์เธอออกจะอ่อนไหวเป็นพิเศษ

แต่ก่อนที่หญิงสาวจะได้คิดอะไรต่อ ร่างสูงตรงหน้าก็สาวเท้าเข้ามาใกล้ เฟรินถึงได้เงยหน้าขึ้นมองและสบเข้ากับเนตรสีฟ้าที่ทอดมองอยู่ก่อนพอดี

ดวงตาที่ฉายประกายอ่อนโยน ห่วงหา และอบอุ่น.. ก่อนเสียงทุ้มต่ำจะเอ่ยออกอย่างนุ่มหูนัก

ความทรงจำ.. ถึงแม้ว่ามันจะเจ็บปวดแต่มันก็คือสิ่งที่ทำให้คนเราเติบโต เพราะแบบนั้นมันถึงเป็นสิ่งที่มีค่าเสมอ มือแกร่งเอื้อมขึ้นก่อนจะกอดกระชับร่างบางตรงหน้าเข้าหาตัวอีกครั้ง น่าแปลกที่หญิงสาวในอ้อมแขนไม่ขัดขืนเช่นทุกที แต่นั่น..ก็ดีแล้วล่ะ

คาโลยิ้มให้กับตัวเองเล็กน้อย ก่อนริมฝีปากจะขยับเอ่ยคำต่อ

เรเน่ไม่ได้จากนายไปไหนเฟริน เธอยังคงอยู่กับนาย แม้แต่ตอนนี้.. ขอเพียงแค่นายไม่ลืมเธอเท่านั้น เธอจะยังคงมีชีวิตอยู่ในใจนายตลอดไป.. ใช่มั้ยล่ะ.. เฟริน

เฟรินยิ้มรับพลางซบหน้าลงกับแผ่นอกของคนตรงหน้า ชายหนุ่มผู้เป็นที่พักพิงให้เธอเสมอมา ก่อนสายน้ำจะหลั่งไหลออกจากดวงตาอีกครั้ง แต่ครานี้ต่างออกไป.. มันเต็มไปด้วยความสุขและตอบรับความอบอุ่นอ่อนโยนที่เขา.. ผู้เป็นหนึ่งในดวงใจมอบให้

คาโลยิ้มอ่อนโยนพลางผละตัวหญิงสาวออกห่าง ก่อนจะจ้องสบดวงหน้านั้นด้วยสายตารักยิ่ง

ความทรงจำของนาย.. ความรู้สึกของนาย.. ฉันไม่อยากให้นายลืมเลือนหรือทิ้งมันไปเพียงเพราะหวาดกลัวต่อความเจ็บปวดหรอกนะ แต่ว่า.. แต่ถ้าหากการแบกมันไว้ทำให้นายเหนื่อยนักล่ะก็ ฉัน.. จะขอเป็นคนแบกรับแทนนายเอง

คาโล.. เฟรินร้องขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน ก่อนดวงหน้าน่ารักจะขึ้นสีเรื่อดูน่าพิศ นัยน์ตาเบิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆกับเสียงทุ้มนุ่มที่แผ่วเบาราวกระซิบ

เพราะทุกอย่างที่เป็นนาย คือสิ่งมีค่าของฉัน.. และแล้วสรรพเสียงทุกอย่างก็เลือนลางไป คงเหลือแต่ความหวานจากรสสัมผัสเนิ่นนาน.. นิจนิรันดร์

..

เช้าวันที่ 31 ธันวาคม

เหล่าชาวป้อมอัศวินปีสามที่จำใจต้องลุกจากที่นอนนุ่มๆกับผ้าห่มอุ่นๆของตัวเองลงมาโต้ลมหนาวส่งท้ายปีเก่าตั้งแต่เช้ามืดที่แม้แต่พระอาทิตย์ก็ยังไม่ทันที่จะโผล่พ้นขึ้นมาจากขอบฟ้าเลยด้วยซ้ำด้วยฤทธิ์เดชมีดสั้นของท่านนักบวชหน้าบูดประจำป้อมที่อุตส่าห์ลงทุนเข้ามาปลุกเหล่าทะโมนด้วยตัวเองต่างก็กำลังขะมักเขม้นกับการจัดสถานที่ต่อจากเมื่อคืนวานที่ทำค้างไว้ โดยมีรุ่นพี่ผู้น่ารักเป็นคนคุมเหมือนเดิม

การจัดเตรียมงานฉลองคืนนี้ที่มีแววว่าจะจัดเลี้ยงกันโต้รุ่งเพื่อรับปีใหม่ที่จะมาถึงต่างดำเนินไปได้อย่างราบรื่นในทุกๆฝ่าย ทั้งรุ่นน้องปีสองและสี่ที่ช่วยกันจัดการในด้านการแสดงสร้างความบันเทิงแก่เหล่าชาวป้อม เหล่าปีห้ากับปีหกที่รับหน้าที่ในส่วนของอาหารการกิน รุ่นพี่ปีเจ็ดปีสุดท้ายจัดการเรื่องความเรียบร้อยโดยรวม และพวกเขาเหล่านักเรียนชั้นปีสามร่วมกับพวกทะโมนปีหนึ่งที่ได้รับมอบหมายเรื่องงานสถานที่ที่ในตอนนี้เหลือการตกแต่งอีกนิดหน่อยเท่านั้น

จากท้องฟ้าสีเทาหม่นเริ่มแปรเป็นส้มอ่อนๆก่อนจะสว่างจ้าด้วยแสงตะวัน และตอนนั้นเองถึงได้มีคนสังเกตเห็นว่ามีใครคนหนึ่งหายไป..

เอ.. นี่คาโลหายไปไหนน่ะ เอ็ดเวิร์ดถามขึ้นขณะยื่นส่งสายโซ่ริบบิ้นสีรุ้งให้กับโคลว์ที่รับไปติดบนกำแพงต่อในทันทีพร้อมๆกับส่งเสียงถามสนับสนุน

นั่นสิ รู้สึกจะไม่เห็นมาตั้งแต่เช้าแล้วนะ

พอหนุ่มน้อยแสนซื่อพูดจบคนอื่นๆก็เหมือนกับเริ่มที่จะสังเกตเห็นเช่นกัน เสียงพูดคุยอย่างสงสัยถึงได้ดังขึ้นไม่เว้นแม้แต่รุ่นน้องที่ทำงานอยู่ใกล้ๆและได้ยินบทสนทนา แต่ถึงปากจะพูดแค่ไหนมือก็ยังคงทำงานตามหน้าที่ของตนต่อไม่ได้หยุดเพราะสายตาพิฆาตจากลอเรนซ์ที่นั่งอยู่ด้านหลังส่งมาให้หนาวๆร้อนๆตลอดเวลา

ไม่เฉพาะแค่คาโลหรอกนะที่หายไปน่ะ โรพูดขึ้นตัดความคิดของทุกคนและนั่นก็ดึงความสนใจของทุกคนไปที่ชายหนุ่มจนหมด แต่นายขอทานแห่งทริสทอร์กลับนั่งร้อยริบบิ้นต่อไปไม่สนใจที่จะต่อความคำพูดของตนให้มันกระจ่างกว่านี้เลยแม้แต่น้อย จนทิวดอร์อดไม่ได้ต้องถามกลับ

แล้วใครหายไปอีกวะโร นี่ก็อยู่กันครบนี่

หรือจะเป็นเฟรินครับ เสียงออกความเห็นจากซีบิล ทุกคนเริ่มคิดตามและเห็นด้วยเพราะเป็นอีกคนที่ไม่ได้อยู่ที่ลานตะวันในตอนนี้ ว่าแต่พวกเขาหายไปไหนกันนะ

คำถามลอยๆที่เรียกร้อยยิ้มน้อยๆไม่บ่งความนัยจากโรที่มีมาทิลด้าคอยมองดูเงียบๆ และอาการสะดุ้งจากเรนอนที่ไม่มีใครทันสังเกต แต่นั่นอาจต้องยกเว้น.. ใครบางคน

หรือว่า.. ครี้ดเปรย คราวนี้ทุกคนหันไปมองนักรบตาเดียวบ้างแม้แต่โรกับคิล ครี้ดยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนพูดต่อ

สองคนนั่นแอบดอดไปสวีทชมจันทร์ที่ไหนกันสองค..

โป๊ก!! โอ้ย!!

เจ็บนะยัยแองจี้ ครี้ดโวยทันทีที่คทาของสาวเจ้าประเคนลงบนหัวทั้งที่ยังพูดไม่จบ

บ้า แองจี้แหววใส่ไม่เกรงกับนัยน์ตาเขียวปั้ดของครี้ดแม้แต่น้อย นายใช้สมองส่วนไหนคิดกันนายครี้ด พูดออกมาได้

เอ้า.. ก็หรือไม่จริง ไม่งั้นสองคนนั่นหายไปไหนล่ะ ครี้ดเถียงอย่างหงุดหงิดหน่อยๆพลางลูบหัวปอยๆ ท่ามกลางเสียงฮือฮาของเหล่ารุ่นน้องกับข่าวใหม่

แองจี้มองครี้ดตาเขียว แต่ยังไม่ทันได้ต่อปากต่อคำกันต่อเสียงของมาทิลด้าก็ดังขึ้น ทันห้ามทัพเอาไว้ได้ก่อนที่จะโดนดีกันหมดด้วยมีดสั้นของใครบางคนที่นั่งอยู่ทางด้านหลังซึ่งดูท่าว่าจะเริ่มหมดความอดทนเต็มที

สองคนนั่นหายไปไหนกัน คิล มาทิลด้าหันไปถามคิลที่น่าจะรู้ดีที่สุดเพราะอยู่ห้องเดียวกับสองคนต้นเรื่อง

คิลละสายตาจากแผ่นป้ายแขวนอันเล็กที่ถืออยู่ขึ้นมองไปที่เจ้าของเสียงก่อนกวาดไปรอบห้องและสบเข้ากับสายตาของทุกคนที่ดูเหมือนจะหันมาสนใจเขาเป็นตาเดียว หรือพูดให้ถูกสนใจกับคำตอบของเขามากกว่า

คิลขยับยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบ

ธุระ.. แต่ไม่ต้องถามหรอกนะว่าธุระอะไรเพราะฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่รู้อยู่อย่าง.. มันไม่ใช่อย่างที่นายว่ามาแน่ ครี้ด

เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่อีกครั้งเมื่อคิลพูดจบเพราะขนาดคนที่สนิทกับทั้งคู่ที่สุดยังไม่รู้ก็มีแต่ต้องถามเจ้าตัวเท่านั้น

เอาเป็นว่า มาทิลด้าพูดขึ้นอีกครั้ง ใครอยากรู้อะไรก็ไปถามเจ้าตัวเอาเอง ไม่ต้องมาเดากันให้มั่ว แล้วก็กลับไปทำงานได้แล้ว สิ้นเสียงทุกคนก็ต้องแยกกันไปทำงานต่ออย่างช่วยไม่ได้ แม้ปากยังขมุบขมิบพึมพำกันอยู่ก็เถอะ

คิลมองภาพตรงหน้าอย่างขำๆ พลางก็นึกไปถึงเมื่อคืนตอนใกล้จะเช้า ที่อยู่ดีๆก็ถูกคาโลปลุกขึ้นมาแล้วพูดแค่ว่าจะออกไปข้างนอกจากนั้นก็จูงมือเฟรินออกไปทันทีไม่ปล่อยเวลาให้เขาได้ถามอะไรสักนิด

แต่ไม่ต้องเดาก็รู้ คงเกี่ยวกับเรื่องบนหอคอยป้อมนั่นล่ะ ตอนนั้นเห็นเฟรินร้องไห้ซะยกใหญ่.. พลันพอคิดถึงตรงนี้ภาพหน้าของหญิงสาวอีกคนก็ผุดขึ้นในสมอง ดวงหน้าหวานซึ้งเศร้าสร้อยที่ลบไม่หายไปจากใจ

คิลสะบัดหัวไล่ความคิดก่อนจะหันไปมองหญิงสาวหนึ่งเดียวในห้วงคิด

เรนอน..

////////////////////////////////////////////

กุบกับ กุบกับ กุบกับ

เสียงกีบเท้าม้ากระทบพื้นแผ่วเบาเป็นจังหวะ เงาร่างกำยำเยี่ยงม้าศึกเจนสนามสองร่างควบตะบึงรวดเร็วราวสายลมจนเห็นเป็นเพียงเงาลางๆสีขาวกับดำเท่านั้นที่เคลื่อนผ่านไปตามแมกไม้ในป่าติดชายแดนบารามอส

กึก!!

ฝีเท้าม้าที่ควบติดต่อกันมานานตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้นจนบัดนี้เคลื่อนคล้อยจวนจะลับขอบฟ้าเต็มทีแล้วในที่สุดก็หยุดลง ณ ผืนป่าโล่งกว้างแห่งหนึ่ง

ที่นี่ล่ะ เสียงใสดังขึ้น พร้อมกับร่างเล็กของเฟรินเหวี่ยงตัวลงมาจากหลังม้าสีขาวพลางออกเดินตรงไปทางกระท่อมหลังเล็กหลังเดียวที่ตั้งตระหง่านอยู่ ก่อนร่างของคาโลจะเหวี่ยงตัวลงจากหลังม้าแล้วเดินตามเธอไป

ทั้งสองเดินเลี้ยวอ้อมมุมบ้านมุ่งไปยังลานทางด้านหลัง และที่นั่น..

ป้ายหินหลุมศพสีเทาเล็กๆไร้รอยสลักชื่อใดๆดังที่ควรจะเป็นตั้งอยู่..

เฟรินเดินตรงเข้าไปทางด้านหน้าแผ่นป้ายนั่นก่อนจะคุกเข่าลงมือบางเอื้อมสัมผัสยังแผ่นหินเย็นเฉียบแผ่วเบา

ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ เรเน่

/////////////////////////////////////////////////

คืนวันที่ 31 ธันวาคม

ขอบใจทุกๆคนมากที่ให้ความร่วมมือกันมาด้วยดีตลอดสองวัน ไม่เช่นนั้นงานฉลองในคราวนี้ของพวกเราคงจะมีขึ้นมาไม่ได้ เสียงของซาดัส เอเวอรัส เดอะวอริเออร์ ออฟวิทช์ หัวหน้าป้อมอัศวินที่ปีนี้ก็เป็นปีสุดท้ายของเขาในโรงเรียนพระราชาด้วยเช่นกันดังขึ้นจากเวทีด้านหน้าลานตะวันท่ามกลางเสียงเฮรับส่งของสมาชิกป้อมที่ต่างมีสีหน้าแสดงความยินดีกันทั่วหน้า

ตลอดสองปีที่ผ่านมาที่ฉันได้ดำรงตำแหน่งนี้คงจะต้องขอบอกทุกคนว่าฉันรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติ์มากที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของป้อมอัศวินแห่งนี้ เสียงเฮดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะเงียบลงเมื่อซาดัสยกมือขึ้น

ป้อมอัศวิน.. ที่ๆให้อะไรหลายๆอย่างกับพวกเรา สิ่งที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ไม่ใช่แค่อะไรที่สามารถสัมผัสได้ด้วยมือแต่จะต้องใช้ใจเข้าสัมผัส อย่างที่ฉันไม่เคยคิดว่าจะได้รับจากที่ใดมาก่อน ทั้งความอบอุ่น ความกล้าหาญ และมิตรภาพอย่างที่จะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว และฉันก็อยากจะให้ทุกคนรักษาสิ่งเหล่านี้เอาไว้ เพราะนั่น.. คือสิ่งที่หลอมรวมพวกเราไว้เป็นหนึ่งเดียว.. เป็นป้อมอัศวิน

นักรบแห่งเอดินเบิร์ก ทุกคนตะโกนร้องรับอย่างภาคภูมิ แม้คำพูดที่ออกมาของซาดัสจะธรรมดา แม้ว่ามันจะไม่ได้ไพเราะสวยหรู แต่คำพูดที่กลั่นออกมาจากใจจริงล้วนๆก็แทรกซึมเข้าสู่ใจคนฟัง เรียกความปลาบปลื้มเอ่อท้นจิตใจ และตระหนักถึงมิตรภาพที่พวกตนได้สัมผัสด้วยตัวเอง

ซาดัสยิ้มรับคำตอบรับจากทุกคน ก่อนจะส่งช่วงต่อให้กับโรเวนที่ก้าวขึ้นมาบนเวทีพร้อมกับไธนอสโดยมีสภาสูงคนอื่นๆยืนเรียงอยู่ด้านหลัง

สิ่งที่ฉันอยากจะพูดไม่มีอะไรมากไปกว่า.. โรเวนขยับยิ้มละไม ขอให้ทุกคนคือนักรบที่สมกับเป็นนักรบแห่งเอดินเบิร์ก.. ทันทีที่พูดจบเสียงของไธนอสก็ดังขึ้น

เพื่อแผ่นดินข้าจะขอห้าวหาญ

ตามมาด้วยเสียงร้องของเหล่าสมาชิกสภาสูงที่ยืนอยู่ด้านหลัง

มุ่งสืบสานปณิธานแห่งความหวัง

ก่อนจะตามมาด้วยเสียงกึกก้องภาคภูมิของทุกคนที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

โบกธงทองลั่นกลองรบก้องดัง

แสดงพลังนักรบราชา..

เสียงประสานขับลำนำเพลงเอดินเบิร์กดังกึกก้องซึมซับเข้าสู่ใจของทุกคนให้รู้สึกฮึกเหิม และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะสืบสานและดำรงซึ่งเกียรติยศแห่งป้อมอัศวิน สถานที่รวมใจของทุกคน

.

งานเลี้ยงฉลองรื่นเริงยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แต่ดูท่ามันจะไม่ได้แทรกผ่านเข้าสู่ห้วงคำนึงของใครคนนึงเลยแม้แต่น้อย

เรนอนที่ตอนนี้ผละตัวออกมาจากงานเลี้ยงเงียบๆ กำลังนั่งอยู่คนเดียวในสวนหลังป้อมที่เงียบสงัดชวนให้รู้สึกวังเวงนัก แม้จะมีเสียงคลอของดนตรีแผ่วเบาดังแว่วมาจากในงานก็ตาม

ดวงตาของหญิงสาวจับจ้องดวงจันทร์บนฟ้าอย่างเหม่อลอย เรือนผมยาวสยายโบกพัดน้อยๆตามแรงลมที่พัดผ่าน สายลมเย็นที่ทำให้หัวใจอันเปลี่ยวเหงากลับเย็นเหยียบมากขึ้น

มาทำอะไรที่นี่ ไม่ไปสนุกกับทุกคนล่ะ เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังตัดความเงียบ ส่งให้ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันขวับกลับมา

คุณคิล.. เรนอนร้องทักพลางมองคิลที่เดินมาทิ้งตัวลงนั่งข้างๆเธอ ก่อนจะส่งยิ้มให้พร้อมกับตอบคำถาม ไม่ล่ะค่ะ ฉันอยากอยู่เงียบๆมากกว่า แล้วคุณคิลล่ะค่ะ

ฉันก็เหมือนกัน

ความเงียบโรยตัวเข้าครอบงำเมื่อคิลพูดจบ ทั้งคู่เบนสายตาขึ้นมองท้องฟ้าอีกครั้ง จนกระทั่ง..

ดาวสวยนะ คิลพูดขึ้น ตายังไม่ละจากท้องฟ้าที่ประดับดวงดาราระยิบระยับจับตา

ค่ะ.. แต่ว่า.. แต่ถึงมันจะสวยเพียงไรก็งดงามสู้แสงจันทราเต็มดวงไม่ได้.. ไม่ได้เลย.. เรนอนพูดอย่างเหม่อลอย คำพูดที่ทำให้คิลต้องเบนสายตามาจับจ้องยังหญิงสาวแทน

คุณคิลว่ามั้ยค่ะ ถ้าหากคุณเฟรินเปรียบได้กับดวงจันทร์ ฉัน.. ก็คงจะเป็นได้เพียงแค่ดวงดาวดวงเล็กๆพวกนั้น เรนอนพูดพลางชี้นิ้วไปบนฟ้า ก่อนจะค่อยๆลดมือลง

ดวงดาวที่มีอยู่กลาดเกลื่อน และไม่เคย..อยู่ในสายตาของเขา

อ๊ะ.. เรนอนที่ดูเหมือนจะพึ่งรู้สึกตัวว่าพูดอะไรออกไปร้องขึ้นอย่างตกใจ ใบหน้างามขึ้นสีเรื่อน่าพิศ ก่อนจะหันมองไปด้านตรงข้ามกับทางที่คิลนั่งพลางเอ่ยตะกุกตะกัก ฉะ ฉันเนี่ยพูดอะไรก็ไม่รู้ ลืมๆไปก็แล้วกันนะคะ คุณคิล

คิลมองหล่อนอยู่ชั่วครู่ด้วยนัยน์ตาที่ทอประกายอ่อนโยนแม้ว่าหญิงสาวจะไม่ทันได้เห็นก็ตามก่อนจะเสกลับขึ้นมองท้องฟ้าใหม่ พลางเอ่ยคำที่ทำให้เรนอนต้องหันมามอง

ผู้คนในโลกมีมากมาย.. ต่างคนก็ต่างความคิด บางคนอาจจะเห็นว่าดวงจันทร์สวยเด่นค้ำฟ้า ดวงดาวกลับไร้ค่า.. แต่สำหรับบางคน ไม่ว่าแสงจันทร์จะจับตาแค่ไหนก็งดงามและส่องสว่างสู้แสงดาวที่มีเพียงน้อยนิดนี้ไม่ได้..

คิลเบนสายตากลับมาจับจ้องยังดวงหน้าของหญิงสาวข้างกายอีกครั้ง แววตาทอกระแสแห่งอารมณ์หลากหลายที่หญิงสาวไม่เคยเห็นหรือเคยรับรู้จากคนตรงหน้ามาก่อน มันถึงกับทำให้ใจของหล่อนเต้นไม่เป็นส่ำ ใบหน้าหวานแดงซ่านมากกว่าเดิม

ถึงเธอจะเป็นแค่ดาวดวงเล็กๆ เรนอน แต่สำหรับฉัน.. เธอคือดาวเหนือ ดวงดาวที่จะคอยส่องแสงนำทางผู้คนไม่ให้หลงทาง.. รวมทั้งฉันด้วย

คุณคิล!! เรนอนร้องเสียงแผ่วเบาอย่างตกใจ แต่คิลเพียงแค่ขยับยิ้มอ่อนโยนให้เท่านั้น

ฉันคิดแบบนั้น.. จริงๆนะ

//////////////////////////////////////////////

ตกใจรึเปล่าที่เห็นฉันในสภาพนี้ เฟรินยิ้มร่าเริงขณะพูด มือยังคงลูบไล้เบาๆบนแผ่นหิน ฉันเฟรินเองนะ แต่เธออาจจะรู้อยู่แล้วล่ะมั้ง.. ตั้งแต่วันนั้นก็เกิดเรื่องมากมายจนฉันมีสภาพอย่างที่เห็นนี่ล่ะ ฮะฮะ น่าขำชะมัด อยู่ดีๆก็กลายเป็นผู้หญิงไปซะได้

เฟรินหัวเราะเสียงใส ก่อนแววตาจะกลับมาเศร้าเหมือนเดิม อาการที่ทำให้คาโลต้องเดินเข้ามาหา มือแกร่งวางลงบนไหล่บางให้รู้สึกอบอุ่นไปถึงหัวใจ

เฟรินผินหน้าขึ้นมองเจ้าของดวงตาสีฟ้าสวยพลางส่งยิ้มให้ก่อนจะหันกลับไปที่แผ่นหินตามเดิม

ฉันจะแนะนำให้รู้จักนะเรเน่ นี่คาโลเพื่อนซี้ของฉันเอง เฟรินพูดพร้อมกับเอื้อมมือสัมผัสเบาๆไปที่มือของชายหนุ่มที่วางอยู่บนไหล่ นอกนั้นนะก็มี คิล โร แองจี้ แล้วก็เพื่อนร่วมป้อมอีกเยอะแยะ อยู่กับเจ้าพวกนี้ถึงจะมีเรื่องให้ใจหายใจคว่ำตลอดแต่ก็สนุกดี เธอไม่ต้องห่วงนะ..

ฉันมีเรื่องอยากจะพูดกับเธอเยอะแยะแต่เธอคงจะรู้อยู่แล้วสินะ ก็เธอน่ะ..อยู่กับฉันตลอดเวลานี่นา เฟรินพูดขึ้นหลังจากเงียบไปพัก มือก็วางทาบลงตรงตำแหน่งหัวใจพร้อมกับหลับตาลง สัมผัสเสียงแห่งการมีชีวิต

ใช่.. เธอยังมีชีวิต แม้ว่าจะต้องผ่านเรื่องราวมากมาย แม้ชีวิตจะต้องแขวนอยู่บนเส้นด้ายมาหลายต่อหลายครั้ง แต่เธอก็ยังมีชีวิต.. มีชีวิตอยู่เหมือนที่เรเน่ได้บอกเอาไว้ก่อนที่เธอจะสิ้นใจ

แต่ฉันคงจะมายืนอยู่ตรงนี้ในตอนนี้ไม่ได้ ถ้าหากไม่มีเขาคนนั้น.. คนที่ยืนเคียงข้างฉันเสมอ..

เนตรสีน้ำตาลปรือเปิดขึ้นอีกครั้งหลังจากสัมผัสความจริงจากหัวใจที่แจ่มชัด และจะไม่มีวันแปรเปลี่ยน

ตอนนี้สิ่งเดียวที่ฉันอยากจะพูดก็คือ ขอโทษนะที่คำขอสุดท้ายของเธอ ฉันไม่สามารถทำให้มันเป็นจริงได้ เฟรินพูดน้ำตาคลอ แต่ใบหน้ายังคงไว้ซึ่งรอยยิ้ม รอยยิ้มที่เป็นดังตะวันแห่งหัวใจของเขา คาโลได้แต่มองหญิงสาวอย่างถวินหา

ขอเพียงแค่จะสามารถซับน้ำตาออกจากใจเธอได้เท่านั้น..

ทันใดก็เหมือนมีแสงสว่างวูบขึ้นในใจของชายหนุ่ม เสียงทุ้มนุ่มถึงเอ่ยออก

มันก็ไม่แน่หรอกนะเฟริน เฟรินเงยหน้ามองดวงหน้าคมที่บัดนี้แย้มยิ้มกว้างอย่างฉงน ก่อนคำเฉลยจะเอ่ยตามมา ก็.. คำสัญญาของนายไงล่ะ

ทันทีที่สิ้นเสียง หิมะสีขาวนวลก็ค่อยๆร่วงหล่นจากท้องฟ้าสีรัตติกาลที่ประดับด้วยจันทรากลมโตและดารานับร้อย ก่อนจะตกหนักมากขึ้นเพียงไม่นานพื้นดินสีทรายก็ถูกแต่งแต้มเป็นสีขาวสะอาดตา..

ความงามแห่งเหมันต์..

แต่ที่น่าแปลกก็คือแทนที่อากาศรอบด้านจะหนาวเย็นให้สมกับเป็นวันที่หิมะตกหนัก มันกลับอบอุ่น และให้ความรู้สึกราวกับถูกโอบอุ้มก็ไม่ปาน

เฟรินแบมือรองรับหิมะเหล่านั้น และทันใดนั้นเอง..

นี่มัน.. เฟรินอุทานขึ้นอย่างแปลกใจระคนดีใจ เมื่อสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือยอดอ่อนของดอกไม้สีขาวใสราวกับเพชรน้ำงามที่ถูกเจียรไนยนับสิบๆครั้ง ครีบคริสตัลหกกลีบซ้อนด้วยไข่มุกสีใสล้ำค่าให้ความรู้สึกงดงาม แข็งแกร่ง และนุ่มนวลอ่อนช้อยในเวลาเดียวกัน

ไม่เพียงแค่นั้น เพราะรอบๆตัวเธอก็เริ่มจะมีดอกไม้แบบเดียวกันผลุดขึ้นมาจากพื้นหิมะเรื่อยๆ จากยอดอ่อนกลับค่อยๆเติบโตพร้อมกลับผลิกลีบแย้มบานรับแสงจันทร์ กลายเป็นสวนดอกไม้งามตา

ความงดงามที่เธอไม่เคยได้เห็นมาก่อน..

คาโล.. เฟรินร้องขึ้นพร้อมกับหันมาสบตากับชายหนุ่ม

เคยมีคนเล่าถึงอาทิตย์ไม่เคยดับในดินแดนแห่งน้ำแข็ง ถึงดอกเกล็ดหิมะที่ขึ้นงามได้ท่ามกลางอากาศที่หนาวจัด.. คาโลพูดเสียงนุ่ม รอยยิ้มอบอุ่นยังไม่หายไปจากใบหน้า

นี่คือดอกเกล็ดหิมะยังไงล่ะ นายเองก็ไม่เคยเห็นไม่ใช่เรอะ.. ทีนี้ นายก็รักษาสัญญาได้แล้วนะ เฟริน

คาโล.. เฟรินไม่สามารถพูดอะไรต่อได้อีก ความตื้นตันอัดแน่นขึ้นในอก

ถือซะว่า.. เป็นของขวัญปีใหม่จากฉันก็แล้วกันนะ คาโลพูดพร้อมกับปัดปอยผมสีน้ำตาลไหม้ทัดเข้าที่ใบหูของหญิงสาว ก่อนจะเอื้อมมือทั้งสองข้างประคองดวงหน้างามไว้อย่างทะนุถนอม ชอบรึเปล่า..

อือ ตอบได้เพียงเท่านั้นร่างบางก็โผเข้ากอดชายหนุ่ม คาโลกระชับอ้อมกอดแน่นด้วยรอยยิ้ม

ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าทำไมหิมะนั้นถึงได้อุ่นนัก ไม่ได้อุ่นเพียงแค่ผิวกายแต่มันอบอุ่นเข้าไปถึงดวงใจ.. หิมะที่เกิดจากการให้ของเขา.. หิมะที่สร้างขึ้นด้วยใจที่แท้จริง

และเหมือนกับท้องฟ้าจะตอบรับเสียงเรียกแห่งชีวิตใหม่ ดวงตะวันถึงได้เฉิดฉายสาดแสงกล้าสะท้อนบุพชาติแห่งแดนเหมันต์เป็นประกายระยับ

แสงตะวันที่สาดส่องไปยังทุกชีวิต..

.

คุณคิลค่ะ เรนอนพูดขึ้น ดวงหน้าประดับรอยยิ้มแย้มพรายขณะมองใบหน้าของคิล สวัสดีปีใหม่ค่ะ

คิลยิ้มรับ อืม.. สวัสดีปีใหม่

..

ลอรี่..

เฟี้ยว..ฉึก!!

อย่าเรียกฉันแบบนั้น ลูคัส ลอเรนซ์พูดอย่างหงุดหงิดแต่ไม่ได้ตวาดเหมือนทุกที

น่าๆ อะฉันให้.. หวัดดีปีใหม่นะ ลูคัสพูดพร้อมกับยัดมีดไม้สลักลายด้วยมือตัวเองส่งให้นักบวชหนุ่มด้วยรอยยิ้ม ลอเรนซ์ก้มลงพิจารณามันอยู่ครู่

สวยรึเปล่า ลูคัสถามอย่างตื่นเต้น

ก็ใช้ได้

จริงนะ ดีจัง ฉันดีใจที่นายชอบนะ ลอรี่

เฟี้ยว..

ลูคัสทำท่าเตรียมตัวหลบ แต่พอดูดีๆแล้ว มันไม่ใช่มีดเหมือนทุกที มือหนาถึงได้ขยับขึ้นรับ

นี่มัน ลูคัสพูด ตาเป็นประกายขณะมองสร้อยเงินรูปกางเขนในมือ

ถ้าไม่เอาก็คืนมา ลอเรนซ์พูดอย่างหงุดหงิดหน่อยๆ พร้อมกับเอื้อมมือจะมาคว้าไปตามที่พูด แต่ลูคัสรีบเอามันคล้องเข้าที่คอตัวเองทันที พร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง

เอาสิ ใครจะไม่เอา ขอบใจนะ.. ลอเรนซ์

ก็แค่ให้ตามทำเนียม ลอเรนซ์พูดหลังจากอึ้งกับรอยยิ้มออกหน้าออกตาของคนตรงหน้าและการเรียกชื่อของเขาอย่างถูกต้องเป็นครั้งแรก ก่อนจะหันหลังกลับแล้วเดินออกไปและตอนนั้นเองรอยยิ้มน้อยๆก็ผุดขึ้นประดับบนดวงหน้าสลักของนักบวชหนุ่มโดยไม่มีใครเห็น

ลูคัสยิ้มสดใสก่อนจะออกวิ่งตามนักบวชเพื่อนซี้ไปอีกคน

รอฉันด้วย ลอรี่

คัมไป เสียงร้องประสานของเหล่าชาวป้อมดังขึ้นพร้อมกัน อย่างมีความสุขกับแสงแรกแห่งปี ต่างสวนเสเฮฮาชนแก้วกันอย่างสนุกสนาน แม้แต่โรเวนเองยังปล่อยผ่านๆไปทำเป็นไม่เห็นเมื่อครี้ดเอาเหล้าออกมาเปิดเป็นถังที่สาม

สวัสดีปีใหม่นะทุกๆคน..

คืนวันเก่าๆที่ล่วงเลย แม้ทำได้แค่เพียงเก็บไว้เป็นความทรงจำ ไม่ว่ามันจะเป็นอดีตที่แสนสุขหรือแสนเศร้าขมขื่น แม้ว่ามันจะไม่อาจหวนคืนมาแก้ไข แม้อาจจะต้องเสียใจร่ำให้ แต่ยามใดที่ไม่สิ้นหวัง ยามนั้น.. แสงทองแห่งวันใหม่จะสาดส่องเปิดทางเดินให้เสมอ พร้อมกับใครสักคนที่เปรียบดั่งตะวันแห่งชีวิต ผู้ที่จะมามอบบทเพลงรักชะโลมหัวใจอันแห้งผากให้ชุ่มชื้น โอบกอดห้วงจิตอันเหน็บหนาวให้อบอุ่น ขอเพียงแค่คิดจะยืนหยัดไม่ท้อแท้ เมื่อนั้นทุกๆวันก็จะเป็นดั่งปีใหม่แห่งความหวังเสมอ..

ขอบใจนะ คาโล เฟรินพูดขณะผละตัวออกจากอ้อมกอด

ไม่เป็นไร ชายหนุ่มยิ้ม ดวงเนตรต่างสีสองคู่จ้องสบประสานด้วยสายตาลึกซึ้งสื่อความหมายที่ต่างคนต่างรับรู้ดี

ถึงแม้จะมีเรื่องให้โศกเศร้า ให้ทุกข์ใจ ให้เสียใจอยู่มากมาย แต่ก็มักจะมีความสุขปะปนมาด้วยเสมอ

ฉันจะไม่อยู่เปล่าตายเปล่า จะใช้ชีวิตให้มีค่า ให้อยู่มีคนรักจากไปมีคนอาวรณ์ คำพูดพล่อยๆของฉันในตอนนั้น ฉันคงจะทำตามที่พูดได้สินะ ขอเพียงแค่มีนาย.. ขอเพียงแค่นายจะอยู่เคียงข้างฉัน.. ฉันก็คงสามารถทำให้มันเป็นจริงได้สินะ.. ร่วมกับนาย

ฉันจะทำให้ทุกๆวันของเราเป็นวันที่สดใส

ฉันสัญญา.. คาโล

ขอแค่เธอมีความสุข ขอแค่เธอจะอยู่กับฉัน ขอแค่ได้รักษารอยยิ้มนี้ไว้.. ถึงแม้ฉันจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองขนาดไหน ฉันก็จะทำ

ฉันสัญญา.. เฟริน

กลับกันเถอะ คาโลพูดเบาๆ

อืม.. เฟรินรับคำ ก่อนจะหันหน้ามายังแผ่นหินอีกครั้ง ยังแผ่นหินหลุมศพที่บัดนี้ปรากฏชื่อของหญิงสาวผู้เป็นที่รัก.. เรเน่ เซเรสเทีย

แล้วจะมาเยี่ยมใหม่นะ เรเน่..

ทั้งสองเดินไปเงียบๆ มุ่งหน้ากลับไปตรงที่ๆพวกเขาทิ้งม้าเอาไว้ เฟรินมองตามแผ่นหลังที่ชวนให้อุ่นใจเสมอของคนสำคัญที่เดินอยู่เบื้องหน้า

ถ้าเป็นตอนนี้..

คาโล เฟรินร้องเรียกก่อนจะออกวิ่งเข้าหาชายหนุ่ม และในจังหวะที่คาโลหันกลับมานั้นเอง ความอบอุ่นนุ่มนวลและอ่อนโยนยิ่งก็ประทับเข้าที่เรียวปากของเจ้าชายแห่งคาโนวาล พร้อมกับร่างเล็กนุ่มที่ถลาเข้าเบียดชิดในอ้อมแขน

ฉันรักนายคาโล.. รักมาก..


edit @ 2006/04/29 10:10:27
edit @ 2006/04/29 10:43:28


edit @ 2006/04/30 12:19:13
edit @ 2006/05/15 15:35:27

2006/Mar/30


ช่วงเวลา : ปีสามตอนปลายๆ หลังหมากกระดานเกียรติยศ

อาทิตย์ยามเช้าสาดส่องต้องกระทบดอกชาเร็คหกกลีบสีม่วงสดที่ผลิกลีบแย้มบานรับตะวันแห่งวันใหม่ แสงทองแห่งวันที่สดใสประสานขับกล่อมสอดคล้องไปกับเสียงนกน้อยที่ต่างกู่ร้องขานรับกันไปมาพลางโผบินจากต้นโน้นสู่ต้นนี้อย่างรื่นเริงน่าเอ็นดู

ไม่ใกล้ไม่ไกลกันนักที่ใต้ต้นไม้สูงใหญ่ซึ่งขึ้นตระหง่านอยู่ต้นเดียว ณ สวนกว้างกลับปรากฏร่างอรชรบอบบางของหญิงสาวนางหนึ่ง เรือนผมสีน้ำตาลยาวพัดพลิ้วเมื่อต้องแรงลมอ่อนๆ ที่โบกโชยพากลิ่นหอมของเหล่าพฤกษาต้องนาสิก มือบางซีดขาวเย็นเหยียบกับอากาศหนาวเย็นของเดือนสุดท้ายแห่งปียกขึ้นจับกระชับผ้าคลุมสีชมพูอ่อนให้แน่นขึ้นเพื่อขับไล่ความหนาวออกจากร่างแม้มันจะช่วยไม่ได้มากนัก ใบหน้าหวานซึ้งยังคงคลี่ยิ้มน้อย ๆ ดวงตาสีน้ำตาลใสจับจ้องอยู่ที่ท้องฟ้าเบื้องหน้า

"เรเน่ เรเน่" เสียงตะโกนอย่างร่าเริงของใครคนหนึ่งดังขึ้นมาแต่ไกลเรียกให้หญิงสาวเจ้าของนามหันไปมอง และภาพที่เธอเห็นก็ส่งให้ใบหน้างามแย้มยิ้มมากขึ้น

เขา.. ผู้มีใบหน้าสวยจนออกหวานแต่ก็เป็นในแบบของเด็กหนุ่มหน้าตาดีกำลังวิ่งตรงเข้ามาหาเธอพร้อมกับโบกไม้โบกมือไปมาส่งให้เรือนผมสีน้ำตาลสั้นโบกสะบัดตามแรงลม และเพียงไม่ถึงอึดใจร่างที่ของเด็กหนุ่มที่สูงกว่าเธอเพียงเล็กน้อยก็วิ่งเข้ามาถึง

เด็กหนุ่มหอบเล็กน้อยจากการวิ่งแต่ใบหน้าที่มีเหงื่อพุดพรายกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มเช่นเดียวกับเนตรสีเปลือกไม้ที่มองตรงไปยังดวงหน้าของหญิงสาว

"ขอโทษที่ทำให้รอนะ" เสียงทุ้มเอ่ย หญิงสาวยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ริมฝีปากบางได้รูปขยับเอื้อนเอ่ยน้ำเสียงหวานไพเราะดังสกุณา

"ไม่เป็นไรจ้ะ เฟริน"

.ริน

.ฟริน

"เฟริน"

หือ.. เปลือกตาบางปรือเปิดขึ้นก่อนจะปิดลงทันทีเมื่อแสงอาทิตย์แยงเข้าสู่นัยน์ตา ร่างบางตวัดพลิกตัวไปอีกทางพลางขยับผ้าห่มคลุมกระชับร่างตนมากขึ้นกันลมหนาว ส่งให้คนปลุกมองตามอย่างอ่อนใจ

นี่ถ้าไม่ใช่หมอนั่นมาปลุกเองจะไม่ยอมตื่นง่ายๆ เลยใช่มั้ยเนี่ย.. คิดแล้วเจ้าตัวก็ได้แต่ถอนใจอีกครั้งก่อนจะลงมือปลุกเจ้าตัวยุ่งใหม่

ถ้าไม่ใช่หมอนั่นต้องรีบไปประชุมแต่เช้าล่ะก็ เขาคงไม่ต้องมาลำบากปลุกคนขี้เซาแบบนี้หรอก พอนึกถึงเมื่อเช้าเสียงถอนหายใจของทายาทนักฆ่าก็ดังออกมาอีกเป็นรอบที่สองของวัน

"ฉันจะไปประชุม นายช่วยปลุกหมอนั่นด้วยละกัน" คำสั่งจากคนมาดมากก่อนจะออกจากห้องอย่างรวดเร็วทิ้งให้นักฆ่าที่พึ่งตื่นมองตามตาปริบๆ

เฮ้อ..

"เฟริน ถ้านายไม่รีบตื่นไม่ได้กินข้าวเช้าไม่รู้ด้วยนะ"

เปลือกตาบางขยับเปิดขึ้นอีกครั้ง

เออ.. ได้ผลแฮะ

ชายหนุ่มคิดอย่างดีใจ นัยน์ตาสีม่วงเป็นประกาย ก็เขาใช้เวลาปลุกแม่ตัวดีมาสิบกว่านาทีแล้วนี่ แต่ดูท่ายัยจอมยุ่งจะไม่ยอมเปิดตามาดูโลกกับเขาเลย ให้ตายสิ..

"ข้าวเช้า" นั่น.. คำแรกที่เจ้าหล่อนเอ่ย

"อือ.. ถ้านายไม่รีบไป โรงอาหารดราก้อนมันจะปิดซะก่อนนะ" ชายหนุ่มพูดอย่างมีความหวังว่าคนตรงหน้าจะลุก ก็เรื่องกินสำหรับมันน่ะเรื่องใหญ่นิ..

"นายหิวก็ไปก่อนเถอะคิล" เฟรินพูดออกมาอีกครั้งพลางทำท่าจะนอนต่อ

เฮ้ย.. ไหงงั้น คิลคิดอย่างแปลกใจ ก่อนจะต้องถามด้วยความความเป็นห่วง ( ก็อย่างที่บอกล่ะนะ สำหรับหัวขโมยเรื่องกินเรื่องใหญ่ : คิล _ _^ )

"นายไม่สบายรึเปล่า" คิลถามพร้อมกับเอามือจับที่หน้าผากของเพื่อนสาว

อุ่นๆ แหะ..

"ถ้านายไม่ไหว ฉันเอาข้าวขึ้นมาให้เอามั้ย" แต่ยังไม่ทันได้คำตอบเสียงเคาะประตูกลับดังขึ้น คิลจึงผละออกจากเตียงของเพื่อนสาว ( เตียงกลางค่ะ ตอนนี้ยังนอนกันสามคนอยู่ ) ก่อนจะสาวเท้าตรงไปยังประตู มือขาวเอื้อมขึ้นจับลูกปิดพร้อมกับเปิดประตูออก และคนที่อยู่ตรงหน้า..

"มีอะไร" คิลถามพร้อมมองอย่างสงสัยที่นายขอทานกำมะลอมาหาแต่เช้า

โรยิ้มบางอย่างเป็นเอกลักษณ์ ตาสีเขียวกวาดมองเข้ามาในห้องก่อนจะหยุดลงที่ร่างบนเตียงกลาง

"เฟรินยังไม่ตื่นเรอะ"

"นายเห็นว่าตื่นรึยังล่ะ" นายขอทานยิ้มรับคำย้อนพลางถือวิสาสะเข้ามาในห้อง หนำซ้ำยังมุ่งตรงไปหาร่างบางบนเตียงอย่างไม่กลัวกับพายุน้ำแข็งแม้แต่น้อย ( ก็มันไม่อยู่นิ หรือถึงอยู่ก็ไม่กลัว : โร / ประโยคหลังแค่คิดในใจพร้อมกับยิ้มท้าทาย )

ใบหน้าสลักโน้มลงใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆจากกายหญิงสาว โรพูดกระซิบอะไรบางอย่างไม่นานนักร่างเล็กที่หลับตาพริ้มก็กลับเปิดตาขึ้น

"ก็ได้ๆ ฉันลุกแล้ว" เฟรินพูดเสียงงัวเงียพลางขยี้ตาก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำไปโดยมีเนตรสีเขียวมองตามอย่างเอนดู และแน่นอนการกระทำดังกล่าวไม่หลุดลอดออกจากสายตาของนายนักฆ่า

"นายมาทำไม คงไม่ได้ตั้งใจจะมาปลุกเฟรินหรอกนะ" คิลถามขึ้นอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ที่คนตรงหน้าเที่ยวเดินไปเดินมาในห้องโดยไม่ขออนุญาติ

"ก็ไม่เชิง" โรตอบน้ำเสียงท้าทาย

"ก็แค่.. คาโลเรียกประชุม"


//////////////////////////////////////////////////////////////


ทันทีที่คิล เฟริน และโรเปิดประตูก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่นของนักเรียนชั้นปีที่สาม เสียงเซ็งแซ่ของการจับกลุ่มคุยกันของเหล่าเพื่อนพ้องตัวแสบก็ดังเข้าหู

"ไม่รู้จะเรียกมาทำไมกันตั้งแต่เช้า" เสียงบ่นแรกดังมาจากนายนักรบตาเดียวครี้ด ธันเดอร์

"นั่นดิ วันหยุดทั้งทีแทนที่จะได้ตื่นสายๆ" เจค สวอน เดอะไพเรท ออฟไนท์รีบสำทับ

"อาจจะเกี่ยวกับวันสิ้นปีที่จะถึงนี่ก็ได้นะครับ" ( อีกอย่างนี่มันเที่ยงแล้วด้วยไม่ใช่เช้านะครับ ครี้ด เจค : เสียงที่ดังแค่ในใจ ) ซีบิลออกความเห็นขึ้นมาบ้างด้วยน้ำเสียงตามแบบฉบับหนุ่มน้อยผู้แสนสุภาพ เรียกให้ทุกสายตาหันไปมองอย่างฉงนว่ามันเกี่ยวอะไรกับวันที่ว่า แต่คนเฉลยกลับไม่ใช่นักบวชหนุ่มจากบารามอส กลับเป็นนายขอทานกิตติมศักดิ์ที่พึ่งจะหย่อนตัวลงบนเก้าอี้ตัวโปรดข้างหลังหัวขโมยสาวเป็นผู้เอ่ยขึ้นแทน ตอบคำถามเหล่าทโมนประจำป้อมอย่างรู้ใจ

"ทุกสิ้นปี" เสียงเรียบๆจากโรที่ดึงทุกสายตา แต่นายขอทานยังคงไม่ยอมพูดกลับจิบชาอย่างสบายอารมณ์ พลางมองเพื่อนฝูงที่นั่งหยุกหยิกรอฟังด้วยรอยยิ้มกริ่ม เมื่อเห็นว่าเหล่าคนตรงหน้าทำท่าจะทนไม่ไหวจะเข้ามาวางมวยกับตนแล้วนั่นล่ะ ริมฝีปากจึงได้ขยับขยายความต่อ

"ป้อมอัศวินจะจัดงานฉลองรับปีใหม่ทุกๆสิ้นปี มันเป็นทำเนียมปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยก่อน ที่เรียกประชุมก็คงจะเป็นเรื่องการวางแผนงานที่โรเวนมอบมาให้นั่นล่ะ"

ข้อไขความกระจ่างจากห้องสมุดเคลื่อนที่ที่ไม่เคยทำให้เพื่อนๆต้องผิดหวัง แต่ถึงงั้นมันก็ยังคงเป็นความกระจ่างที่ไม่กระจ่าง เมื่อคนตรงหน้าไม่คิดจะแถลงความให้หมด และมันก็เรียกให้นิกส์ต้องถามต่อ

"นายว่าไอ้งานนี่มันต้องจัดทุกปีใช่มะ งั้นทำไมเมื่อปีที่แล้วกับปีก่อนหน้านั้นไม่เห็นมีเลยล่ะ" คำถามที่ตรงกับใจหลายๆคน ก็แหม.. งานสนุกๆใช่จะหากันได้ง่ายๆ ยิ่งกับป้อมอัศวินที่ขึ้นชื่อเรื่องความโทรม + จน จนต้องประหยัดงบประมาณด้วยแล้ว พวกงานรื่นเริงที่สิ้นเปลืองน่ะตัดออกไปได้เลย

แต่ก่อนที่โรจะได้ตอบคำต่อเสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับร่างสูงของบุรุษผมเงินก้าวเข้ามา ส่งให้เสียงพูดคุยอื้ออึงเงียบลงทันใด

คาโลเดินขึ้นไปยืนหน้าห้อง เนตรสีฟ้ากวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดลงที่ใบหน้าหวานของตัวแสบประจำป้อมที่ดูเงียบผิดปกติ ซ้ำนัยน์ตาที่สดใสอยู่เสมอกับดูเหม่อลอย ชายหนุ่มจึงหันไปสบตากับเพื่อนซี้อีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ กับสาวเจ้าปัญหา ก่อนจะใช้สายตาสื่อภาษาใจถามอาการเพื่อนสาว ( หรือว่าที่พระคู่หมั้น ) แต่คิลก็เพียงแค่ยักไหล่ให้เพราะเจ้าตัวก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนข้างๆ เป็นอะไร

คาโลเมื่อเห็นดังนั้นจึงได้แต่ลอบถอนใจ ก่อนจะตัดสินใจหันมาจัดงานประชุมตรงหน้าให้เสร็จโดยเร็ว ( จะได้รีบไปหาเฟริน : คาโลคิด )

"อย่างที่ทุกคนคงจะรู้กันอยู่แล้วเรื่องทำเนียมการจัดงานฉลองสิ้นปีของป้อมเรา" เสียงทุ้มกังวานที่สามารถสะกดคนฟังได้ชะงัดดังขึ้น เหล่าสมาชิกป้อมต่างพากันพยักหน้ารับพร้อมเพียงเหมือนรู้มานานแล้วทั้งที่พึ่งเคยได้ยินครั้งแรกจากนายขอทานกำมะลอเมื่อครู่สดๆร้อนๆ

"จากเมื่อปีที่แล้วที่มีสงครามเข้ามาเลยทำให้การจัดถูกยกเลิก รวมไปถึงเรื่องยุ่งๆ ในงานมอบตราพระราชาเมื่อปีก่อนหน้านั้นนั่นก็ด้วย ดังนั้นโรเวนเลยให้จัดงานรวบยอดเอาในปีนี้และแน่นอนว่างานจะต้องใหญ่กว่าทุกครั้งเพราะถือเป็นการเลี้ยงส่งรุ่นพี่ปีเจ็ดหรืออีกนัยก็คือเหล่าสภาสูงส่วนใหญ่ที่จะจบออกไปในปีนี้.."

เสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีเมื่อได้ยินว่าจะมีงานเลี้ยงฉลองใหญ่ ต่างคนต่างก็พูดคุยกันเองอย่างเมามันส์ คงจะมีเพียงหนึ่งที่นั่งนิ่งจมอยู่กับความคิดของตัวเอง

ความฝันเมื่อเช้ามันอะไรกัน ทั้งๆที่ไม่อยากจะนึกถึง ทั้งๆที่อุตส่าห์ลืมไปได้ตั้งนานแล้วแท้ๆ..

แต่ว่า..

"เฟริน" เสียงหวานอ่อนโยนแว่วเข้าโสต ก่อนแสงสว่างจ้าบาดตาจะวาบขึ้นตรงหน้า พร้อมๆกับความรู้สึกเหมือนถูกฉุดลงสู่อีกห้วงเวลาอย่างไม่ทันตั้งตัว และโดยไม่คาดคิดรอบด้านกลับเต็มไปด้วยดอกชาเร็คสีม่วงโบกพลิ้วล้อสายลม

"ขอโทษที่ทำให้รอนะ"

"ไม่เป็นไรจ้ะ เฟริน"

"ว่าแต่เรเน่เรียกผมมามีอะไรหรอ" เฟริน( วัยสิบขวบ )เอ่ยถามหญิงสาว เธอส่งยิ้มเอ็นดูมาให้

"ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ ฉันแค่อยากจะเห็นหน้าเธอเท่านั้นเอง" คำตอบที่เรียกรอยยิ้มกว้างบนดวงหน้าอ่อนเยาว์พร้อมๆ กับสีเรื่อบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม

เฟรินแสร้งช้อนสายตามองหญิงสาวพลางสบตาเข้ากับดวงเนตรสีเดียวกัน ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกับสายตาอ่อนโยนเมตตาที่หญิงสาวมีให้ ใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงสร้างความผูกพันอย่างหน้าประหลาดแก่บุคคลทั้งสอง ใบหน้าที่ถ้าเป็นคนนอกมาเห็นคงจะคิดว่าทั้งสองเป็นแม่ลูกกันได้ไม่ยาก แต่ด้วยอายุของฝ่ายหญิงที่มากกว่าเพียงแค่สองปีเท่านั้นเลยทำให้เหมือนเป็นพี่สาวมากกว่า

เรเน่ยิ้มรับท่าทางเขินๆของเด็กหนุ่ม ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้มากขึ้นอีกนิด

"ฉันได้ยินว่าเธอจะออกเดินทางพรุ่งนี้เช้า เลยอยากพบเธออีกสักครั้งก่อนจะไม่มีโอกาส" คำพูดที่ทำให้รอยยิ้มของเฟรินหุบฉับ

เรเน่รู้เรื่องเขาจะออกเดินทางไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเธอเป็นนักทำนายแถมยังมีเวทที่สามารถย้ายจิตได้อีก ( เวทย้ายจิตเป็นการย้ายจิตออกจากร่างไปยังสถานที่ต่างๆ เป็นวิธีการสื่อสารที่รวดเร็ว และสะดวกตรงที่ถ้าเจ้าของเวทมีพลังกล้าแข็งร่างจิตนั้นก็จะปรากฏเป็นรูปร่าง สามารถสัมผัสได้ มีความรู้สึกได้เช่นมนุษย์ ) แต่เพราะร่างกายอ่อนแอเลยทำให้เธอต้องขลุกอยู่กับบ้านไม่ค่อยได้ออกมาภายนอก ซ้ำยิ่งถ้าเธอใช้เวทอาการก็จะยิ่งทรุดแต่ดูเหมือนเธอจะไม่ใส่ใจ ซึ่งเฟรินก็ไม่ได้คิดอะไรมากในเมื่อเจ้าตัวยืนกรานที่จะทำ เด็กหนุ่มก็สุดจะห้ามได้แต่เก็บความเป็นห่วงไว้ในใจเท่านั้น

แต่กับประโยคสุดท้ายของเธอนี่สิ..

พูดอย่างกับว่า..

"เรเน่พูดอะไรกันฮะ" เฟรินถามพยายามรักษารอยยิ้มบนใบหน้าแม้ว่ามันจะดูจืดจางเต็มที "ผมก็เดินทางไปเรื่อยแบบนี้ประจำอยู่แล้วนี่นา แต่ผมเป็นเดอะทีฟ ออฟบารามอสนะฮะยังไงก็ต้องกลับมาที่นี่อีกอยู่แล้ว เหมือนกับทุกทีนั่นล่ะ" ก่อนจะเอ่ยต่อไปเรื่องอื่น

"ว่าแต่คราวนี้เรเน่อยากได้อะไรฮะผมจะเอามาฝาก"

หญิงสาวยังคงรอยยิ้มราวดอกไม้แรกแย้มไว้ มือบางเอื้อมขึ้นสัมผัสเส้นผมสีน้ำตาลไหม้อย่างเบามือ ก่อนจะใช้มืออีกข้างดึงกระชับร่างเด็กหนุ่มมากอดไว้แน่น

"ถ้าเป็นไปได้" เรเน่พูดขึ้น "ฉันอยากจะเห็นดอกเกล็ดหิมะซักครั้ง ได้ยินว่ามันสวยนัก และจะงดงามที่สุดเมื่ออากาศหนาวเย็น"

"ดอกเกล็ดหิมะหรือฮะ" เฟรินเอ่ยถามหลังจากผละออกจากอ้อมกอดอุ่น หญิงสาวพยักหน้ารับ "อืม.. แต่อากาศหนาวไม่ดีต่อสุขภาพจะพาเรเน่ไปเลยคงไม่ดี เอางี้ไว้ผมกลับมาจะเด็ดมาฝากนะ"

"ถ้าเป็นไปได้ ฉัน.. อยากจะอยู่ให้ถึงวันนั้นจริงๆ" หญิงสาวพูดทั้งที่ยังยิ้มราวกับความตายเป็นเรื่องธรรมดา กลับเป็นเฟรินที่หัวใจเต้นแรงอย่างหวาดกลัวกับความคิดที่อาจจะเกิดขึ้น

"พูดอะไรแบบนั้นฮะ ต้องอยู่ถึงอยู่แล้วสิ" สายลมหนาวพัดมาส่งให้ร่างบางสั่นสะท้าน เฟรินรีบถอดเสื้อคลุมของตัวสวมทับให้หญิงสาวอย่างรวดเร็ว

"ลมชักแรงแล้ว เรเน่กลับไปก่อนดีกว่าฮะ เดี๋ยวผมไปส่ง" เฟรินบอกด้วยความเป็นห่วง แต่เรเน่กลับส่ายหน้า

"ไม่เป็นไร ฉันกลับเองได้จ้ะ" เธอเงียบไปพักก่อนเอ่ยต่อ "ฉันขอให้เธอโชคดีนะ เฟริน จำไว้.. ไม่ว่าเมื่อไหร่ ฉัน.. จะอยู่ข้างๆเธอเสมอ" รอยยิ้มแย้มหวานมากขึ้นพร้อมกับเงาร่างที่ค่อยเรือนหาย เฟรินไม่ได้ตกใจ เขารู้เธอใช้เวทย้ายจิตอีกแล้ว

"ลาก่อนจ้ะ เฟริน"

.ริน

"เฟริน" เสียงทุ้มพร้อมกับแรงเขย่าที่ไหล่เบาๆ ส่งให้ร่างบางตื่นจากภวังค์ เฟรินเงยหน้าขึ้นสบตากับเจ้าของเนตรสีฟ้าที่ทอดกระแสเป็นห่วงออกมาชัด

"ไม่เป็นไรนะ" คาโลถามต่อ อย่างนึกเป็นห่วงแม่ตัวยุ่งนัก เช่นเดียวกับเจ้าของนัยน์ตาสีม่วงกับเนตรสีมรกต และคนอื่นๆในห้อง โดยเฉพาะแม่สาวหนึ่งในสามนางฟ้า แองเจลีน่า โรมานอฟ

"นายเป็นอะไรรึเปล่า" แองจี้ถามบ้าง หล่อนเป็นหนึ่งในสองคนแรกที่ปราดเข้ามาดูเมื่อเห็นเพื่อนสาวมีท่าทางผิดปกติ ( อีกคนไม่ต้องบอกก็คงรู้นะคะ ^o^ คาโลนั่นล่ะค่ะ )

เฟรินดูจะมีท่าทางมึนงงเล็กน้อยกับการล้อมหน้าล้อมหลังของเพื่อนร่วมป้อม ใบหน้าหวานที่เริ่มซีดฝืนยิ้ม ก่อนจะเอ่ยเสียงใส

"ฉันไม่เป็นไร แค่.." เฟรินยิ้มเจื่อน "หลับในน่ะ ฮะฮะ" หัวเราะกลบเกลื่อนสถานการณ์แต่ไม่ได้ผล ก็ในเมื่อสีหน้าเธอมันฟ้องชัดอยู่แล้วว่าไม่ปกติแน่

"ยังจะมาทำเป็นพูดดี หน้าซีดออกขนาดนี้ยังจะว่าไม่เป็นไร" แองจี้แหววใส่ แต่ทุกคนก็ยังสัมผัสได้ถึงความห่วงใยที่แฝงในน้ำเสียง แต่เจ้าตัวดีกลับแย้มยิ้มกวนประสาท

"แหมๆ ได้สาวงามมาเป็นห่วงเนี่ย ไม่หายยังไงก็ต้องหายแล้วล่ะนะ ว่ามะครี้ด" คนถูกดึงเข้ามามีเอี่ยวพยักหน้าหงึกหงักเห็นดีเห็นงามให้คนอื่นๆ หัวเราะร่วน ตรงข้ามกับท่านเจ้าชายที่ส่งสายตาดุๆมาปราม แต่ไม่ได้ผลกับเจ้าตัวดีที่ยิ่งนานวันความเกรงเขาจะน้อยลงทุกทีๆ กับอีกหนึ่งสาวเจ้าหัวข้อสนทนา ที่บัดนี้ใบหน้าน่ารักแดงกล่ำอย่างไม่รู้ว่าอายหรือโกรธ รู้แต่ว่าถ้าไม่ใช่เพราะใบหน้าซีดๆของเจ้าตัวแสบนั่น เจ้าของคำพูดเป็นต้องเจอฤทธิ์คทาอาญาสิทธิ์เป็นแน่

"ว่าแต่เมื่อกี้ประชุมอะไรกันเรอะ" เจ้าตัวดียังไม่วายก่อกวน ( ว่าก่อกวนได้ไง ก็คนมันหลับไม่รู้เรื่องนิ ก็ต้องถามสิจริงมะ : เฟริน ( ตอนหลังหันไปถามความเห็นจากสามเพื่อนซี้ ซึ่งก็ได้รับการพยักหน้าสนับสนุนทันทีจากคาโล รอยยิ้มน้อยๆ จากโรตามด้วยการพยักหน้าเห็นชอบ และเสียงหัวเราะขบขันจากคิล / จ้าๆ อัลผิดเอง : อัล ~_~ )

"จัดปีใหม่น่ะ" เสียงเฉลยจากโร

"ปีใหม่?"

"ใช่ จัดกันทุกปี แล้วปีนี้ก็จะจัดในอีกสองวันข้างหน้า โรเวนให้พวกเราปีสามดูแลสถานที่กับตกแต่งป้อมน่ะ" โรสรุปสิ่งที่ฟังมาจากคาโลให้เฟรินฟัง

"แล้วเราก็จะเริ่มทำกันตั้งแต่พรุ่งนี้"


..


..


คืนวันที่ 30 ธันวาคม

หลังจากเตรียมการจัดหาอุปกรณ์กันตลอดเช้าในที่สุดข้าวของต่างๆก็พร้อมสำหรับการจัดงาน เหล่าทะโมนปีสามช่วยกันทำงานอย่างแข็งขันโดยมีรุ่นพี่หนึ่งในสี่ผู้คุ้มกฎนักบวชประจำป้อมอัศวิน ลอเรนซ์ ดอร์น เป็นคนคุมเผื่อฉุกเฉินสำหรับเวลาที่เหล่ารุ่นน้องจะขอออกไปซื้ออุปกรณ์ข้างนอก

ความจริงโรเวนคิดจับแยกลอเรนซ์กับลูคัสออกจากกัน เพราะลอเรนซ์ก็มัวแต่ปามีดเล่น ส่วนลูคัสก็ช่างกระเซ้าเย้าแหย่คู่หูนักบวชได้ตลอดเวลา ทำให้งานไม่เดินซักที จึงต้องอัปเปหิใครคนใดคนหนึ่งออกมา ซึ่งทุกคนก็ลงความเห็นให้เป็นลอเรนซ์ เพราะเรื่องจัดงานลูคัสพึ่งได้มากกว่าเยอะ ส่งให้นักบวชหน้าบูดมานั่งหน้าหงิกอยู่กับเหล่ารุ่นน้องให้ต่างคนต่างเสียวกันเล่นๆ ว่าพี่แก่จะนึกฉุนขาดปามีดขึ้นมาเมื่อไหร่ จึงทำให้ต่างคนต่างยิ่งขยันทำงานกันมากขึ้นเป็นเท่าตัวเพื่อเอาใจรุ่นพี่ที่รัก หรือไม่แน่นี่อาจจะเป็นจุดประสงค์ตั้งแต่แรกของโรเวนก็เป็นได้ ( เอาไม้ตีหมามาวางกันรุ่นน้องอู้ โฮะโฮะ : อัล )

คงจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับการยกเว้นให้นอนพักอยู่ในห้อง แต่ห้องหัวหน้าชั้นปีที่ควรจะมีร่างสาวน้อยหนึ่งเดียวที่ค้านหัวชนฝาไม่ว่ายังไงก็ไม่ยอมย้ายไปอยู่คนเดียวในห้องหัวหน้าชั้นปีอีกห้องที่จัดให้เป็นพิเศษเพราะ เหงา ( ก็นอนกับเจ้าพวกนี้มาตั้งสองปีนี่นะ ยังไม่ทันเตรียมใจเลย : เฟรินพูดพร้อมทำหน้าสงสาร แต่ชวนถีบ )

พอเสนอให้ไปนอนห้องเดียวกับสามสาวก็บอกปัดอีก ด้วยเหตุผลว่า มันเบียด และก็ อยู่กับเจ้าพวกนี้มาตั้งนาน ( หมายถึงคิลกับคาโล ) ก็ไม่เห็นจะมีอะไร หรือพวกนาย ( เธอ ) กลัวพวกมันจะหน้ามืดทำอะไรฉัน คำพูดน่าปวดหัวของแม่ตัวดีที่พวกเขาต้องยอมโอนอ่อนปล่อยมันไปอีกปีโดยมีเงื่อนไขว่าปีหน้าต้องย้าย และเก็บเอาเรื่องที่เฟรินไม่ยอมย้ายห้องไว้เป็นความลับรู้กันเฉพาะวงใน

ร่างของเฟรินที่ควรจะอยู่บนเตียงอย่างที่เมื่อดูตามนิสัยของเจ้าตัวที่ถ้ามีโอกาสอู้ล่ะก็คงไม่พลาด แต่บัดนี้กับไร้วี่แวว..

..

"วันนี้พอแค่นี้ล่ะ" ลอเรนซ์พูดขึ้นหลังจากดูเวลาเป็นรอบที่เจ็ดสิบสี่ และเห็นว่างานเหลืออีกไม่มากถ้าทำต่อตอนเช้าตอนก่อนเที่ยงวันคงจะเสร็จได้สบาย ว่าพลางก็พาร่างตัวเองเดินกลับห้องไปทันที ทิ้งรุ่นน้องที่นั่งหมดแรงให้เดินขึ้นหอไปเองตามเวรตามเกิด ( งานจัดที่ลานกว้างหน้าป้อมเลยไปถึงลานตะวันค่ะ )

"โหยเหนื่อยฉะมัด" เอ็ดเวิร์ดบ่นขึ้นเป็นคนแรก พลางทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดแรงเช่นเดียวกับคนอื่นๆ

"นั่นสิคะ" เรนอนว่าบ้าง

"พี่เขาไม่คิดจะช่วยแถมยังมานั่งจ้องให้เราเครียดกันอีก" คราวนี้เป็นทิวดอร์ แต่ยังคงมีอีกคนที่ดูจะไม่มีทีท่าเหน็ดเหนื่อยให้เห็นแม้แต่น้อยกลับออกเดินมุ่งหน้าไปที่ประตูทางเข้าลานตะวันฝั่งที่ติดกับตัวป้อมทันทีที่รุ่นพี่สั่งเลิก

"อ้าว.. นั่นนายจะรีบไปไหนน่ะ" ครี้ดทักเมื่อคาโลเดินผ่านหน้าของตน แต่คำตอบไม่ได้มาจากเจ้าชายมาดมากกลับเป็นขอทานที่นั่งอยู่ใกล้ๆ

"รีบไปหาเจ้าหญิงน่ะสิ" คำตอบที่ไม่เบานักจากนายขอทานเรียกให้ฝีเท้าที่รีบเร่งพลันชะงัก เนตรสีฟ้าปลายมามองด้วยสายตาเย็นชา แต่คนอยากลองดีกลับยิ้มรับหน้าชื่นตาบาน คาโลที่ไม่อยากต่อความถึงได้หันหลังกลับแล้วเดินต่อ จึงไม่ทันได้เห็นแวววูบไหวแปลกๆในนัยน์ตามรกต ( ทำไมถึงต้องแต่งให้ฉันแห้วทุกทีเลยล่ะ คนเจอเฟรินก่อนคือฉันนะ : โร / เอาไว้เรื่องหน้าแล้วกันจะจัดให้ได้สวีทหวานหยดกับเฟ.. เอ๊.. : อัล เงียบไปเพราะรู้สึกถึงรังสีอำมหิตจากข้างหลัง )

คาโลรีบเดินกลับขึ้นห้องใจก็นึกเป็นห่วงเพื่อนสาว ( แฟน : คาโล ) วันนี้ยุ่งๆ ทั้งวันจนเขาไม่มีเวลาขึ้นมาดูเลยนอกจากอาหารสามมื้อที่ขึ้นมาเสิร์ฟให้ถึงที่

ทันทีที่ร่างสูงก้าวเข้ามาถึงประตูห้องมือแกร่งก็เอื้อมขึ้นบิดกลอนประตูพร้อมกับเปิดออก อย่างรวดเร็ว แต่ตรงหน้ากลับเป็นห้องที่ว่างเปล่า คาโลตัดสินใจหันหลังกลับเพื่อออกตามหาสาวน้อยโดยไม่ต้องเสียเวลาหยุดคิด


//////////////////////////////////////////////////


ดารากระจ่างบนฟากฟ้าทอแสงนวลล้อมกรอบราชินีแห่งนภายามราตรี ความงามจับตาแต่หาได้ทำให้ใจที่บัดนี้เต็มไปด้วยความว้าวุ่นสงบลงไม่

เฟรินยืนนิ่งอยู่ริมช่องหน้าต่างบนยอดหอคอยป้อมตามลำพัง ความเงียบสงัดรอบด้านกลับพาให้สมองเติมเต็มไปด้วยภาพเรื่องราวครั้งยังเยาว์ที่เจ้าตัวคิดว่าลืมไปได้แล้วโลดแล่นอย่างแจ่มชัดซ้ำไปซ้ำมาราวกับเป็นเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

วันพรุ่งนี้แล้วสิ..

.

เจ็ดปีก่อน ณ ชายแดนบารามอส

"พ่อๆ" เสียงหนุ่มน้อยเฟรินตะโกน เรียกให้ผู้มากวัยกว่าหันมามองอย่างหงุดหงิดแต่ไม่ยอมหยุดเดิน

"อะไรล่ะ"

"คือ.. ไปคราวนี้อีกนานมั้ยกว่าจะกลับมาอีก" เฟรินถามพลางวิ่งขึ้นมาดักหน้าชายสูงวัยที่ตนเรียกว่าพ่อ

มาดัสมองอย่างงงๆ กับเจ้าตัวแสบที่วันนี้มาแปลก เพราะปกติเฟรินจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษในเวลาที่จะได้ออกท่องเที่ยว แต่นี่เดินทางไม่ถึงครึ่งวัน มันกลับถามคำถามประมาณนี้เป็นครั้งที่ห้าแล้ว นี่ยังไม่รวมอีกคำถาม..

"พ่อๆ แล้วขากลับเราแวะสโนว์แลนด์ด้วยได้รึเปล่า"

แหนะ.. ไม่ทันขาดคำ

"แกจะถามไปทำไมนักหนาห๊ะ ปกติเวลาไม่ไปก็ชอบตื้อจะให้ไป นี่อะไรพูดแต่เรื่องกลับๆอยู่นั่น" มาดัสเอ็ดเข้าให้ก่อนเสริมต่อ "แล้วก็ ทำไมแกไม่คิดบ้างห๊ะว่าถ้าไปไอ้สโนว์แลนด์อะไรนั่นแล้วแกจะไปอยู่ได้ยังไงวะ คงไม่บอกให้ข้าไปขโมยของจากราชินีของสโนว์แลนด์หรอกนะ" ย้อนถามอย่างหงุดหงิด

"ก็ไม่เลวนะพ่อ" ยังไม่ทันสิ้นเสียง กำปั้นใหญ่ของผู้เป็นพ่อก็หวดเข้าให้ที่หัว

โป๊ก!!

"โอ้ย! พ่อทำอะไรของพ่อน่ะ ฉันเจ็บนะ" เฟรินร้องถามน้ำตาเล็ด มือสองข้างยังกุมที่ศรีษะ

"ก็เขกให้เจ็บน่ะสิ พูดออกมาได้ขโมยของจากราชินีสโนว์แลนด์ ท่าจะบ้า ไม่รู้ไปได้เชื้อโง่มาจากใครสิ" มาดัสบ่นขรม แต่เจ้าตัวดีกลับยิ้มร่า ก่อนคนปากดีๆจะเอ่ยตามน้ำ

"ก็เชื้อพ่อน่ะสิ ก็ฉันมันลูกพ่อนิ" เฟรินพูดพร้อมรอยยิ้มกริ่ม ก่อนจะออกวิ่งตามผู้เป็นพ่อที่เดินหนีไปแล้วด้วยความหัวเสียสุดๆ

.

พอคิดถึงตรงนี้ใบหน้างามก็ประดับรอยยิ้มก่อนจะหมองลงทันใดเมื่ออีกความคิดหนึ่งเข้าแทรกแซงในสมองอย่างรวดเร็ว ตอนนั้นเป็นตอนสายของอีกวันถัดมา วันที่ตรงกับวันนี้พอดีแค่คนละปีเท่านั้น..

วันที่ 30 ธันวา..

พระอาทิตย์ย้ายจากตะวันออกมาตะวันตกและใกล้จะลับขอบฟ้าเต็มที เฟรินกำลังเดินเตร่อยู่ในซอยๆหนึ่งในเมืองโคมิเน่ เมืองเล็กๆ ติดกับทางเหนือของบารามอส ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มฉายแววแห่งความสนุก มือเล็กๆ โยนกระเป๋าสตางค์ใบใหญ่สองใบขึ้นลงไปมา

กระเป๋าที่แสดงถึงผลงานแห่งความสำเร็จเมื่อตอนกลางวัน จากชายร่างใหญ่สองคนที่เข้ามาหาเรื่องเขา เด็กหนุ่มเลยจัดการสั่งสอนด้วยวิชาชีพเก่าก่อนจะชิ่งหนีด้วยความเร็วเฉพาะตัว เฟรินเดินตรงเข้าตรอกนั้นมาเรื่อยๆ เพื่อไปยังบ้านร้างท้ายตรอก สถานที่นัดพบกับมาดัสที่ป่านนี้คงไปเข้าบ่อนเล่นพนันที่ไหนสักแห่ง แต่ยังไม่ทันที่เท้าจะก้าวไปถึงหน้าบ้านหลังนั้นดี

เฟริน..

เอ๊..ใครเรียกหว่า เฟรินหันซ้ายหันขวามองไปรอบๆ นอกจากหน้าต่างของแต่ละบ้านที่ปิดสนิทแล้วก็ไม่เห็นมีใคร

สงสัยคิดไปเอง..

เฟริน..

เฟรินสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงที่เจ้าตัวคิดว่าคิดไปเองกลับแจ่มชัดและดังราวกับอยู่ใกล้ๆ ใบหน้าของเด็กหนุ่มซีดเผือดกับความกลัวจับใจที่แล่นวาบขึ้นสมอง

มีแต่เสียง ไม่เห็นตัว คงไม่ใช่.. หรอกนะ

เฟรินกลืนน้ำลายเอื้อก ใจเริ่มสวดภวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลางแผ่ส่วนกุศลที่มีอยู่น้อยนิดหวังไม่ให้เป็นอย่างที่คิด

เฟริน..

"พ่อแก้วแม่แก้วช่วยลูกด้วย" เฟรินสะดุ้งสุดตัวมือยกขึ้นพนมอย่างเร็วปากก็พึมพำไม่ได้ศัพท์ เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มตัว

เฟริน..ได้ยินฉันมั้ย

เอ๊.. รู้สึกเสียงคุ้นๆแฮะ

ทันทีที่ความคิดนั้นวิ่งเข้าสู่สมอง รอยความทรงจำบางอย่างก็พลันแจ่มชัด เด็กหนุ่มถึงได้อ้าปากตะโกนออกไปด้วยเสียงอันดังเพราะความดีใจ โดยไม่ได้สังวรถึงชาวบ้านชาวช่องที่จะเปิดประตูออกมาด่าข้อหารบกวนความสงบยามวิกาลเลยแม้แต่น้อย

"เรเน่หรอ!!" แต่คงเป็นโชคดีของเจ้าตัวแสบที่ดูเหมือนผู้คนจะจมตัวกันอยู่ในฝันหวานของวันก่อนวันสิ้นปีกันหมด

เฟริน.. ดีใจจริง เธอ.. ได้ยินเสียงของฉันแล้วสินะ.. เสียงที่ตอบกลับมานั้นดูแผ่วเบาและเหนื่อยหอบจนน่าใจหาย ส่งให้เฟรินผู้เป็นคนฟังใจแป้ว

"เธอเป็นอะไรไปน่ะเรเน่ ทำไมไม่ปรากฏตัวออกมาล่ะ ตอนนี้เธออยู่ไหน" เฟรินร้องถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน

ไม่มีเวลาแล้ว.. เฟริน ฉันอยากพบเธออีกสักครั้ง..

ก่อนที่เปลวไฟของฉันจะมอดลง..

"เธอพูดอะไรเรเน่ ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน" เฟรินตะโกนถามต่อ สายตาก็กวาดมองไปรอบๆ อย่างหวังว่าสิ่งที่ได้ยินจะเป็นแค่เรื่องโกหก หวังจะได้เห็นหญิงสาวเจ้าของคำพูดเผยตัวออกมาแล้วบอกว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแค่เรื่องล้อเล่น

มาหาฉัน มาในที่ๆเราพบกันครั้งแรก..

มาให้ได้นะ เฟริน..

ความรู้สึกเหมือนมีสายลมพัดผ่านร่างวูบหนึ่ง ความรู้สึกที่เด็กหนุ่มรู้ดีว่าเจ้าของเสียงฝ่ายตรงข้ามได้ตัดการติดต่อไปแล้ว

"เรเน่ เดี๋ยว โธ่เว้ย"

เสียงสบถดังขึ้นอย่างขัดใจ ก่อนที่ร่างของเด็กหนุ่มจะวิ่งหายไปดั่งสายลมด้วยความร้อนใจยิ่ง

รอฉัน รอฉันก่อน เรเน่!!

ทางด้านคาโลที่ออกตามหาเฟรินจนทั่วแต่กลับไม่พบ จึงตัดสินใจเดินไปในที่สุดท้าย

ยอดหอคอย..

.

รุ่นพี่ดันลืมมีดไว้ซะได้ แบบนี้คงมีแต่ต้องเอาขึ้นไปให้เท่านั้นสินะ.. เรนอนคิดขณะเดินขึ้นไปตามบันไดทางเดินสู่ชั้นแปด แต่ตอนนั้นเองที่ดวงตาคู่งามได้สังเกตเห็นร่างสูงของบุรุษผู้คุ้นเคยเดินผ่านหัวโค้งไปอย่างรีบเร่งและดูท่าเนตรสีฟ้านั่นจะไม่ได้ทันเห็นหล่อนเลยด้วยซ้ำ

คาโล..

และโดยไม่ต้องคิดสองเท้าก็พาร่างเจ้าของร่างบางเดินตามชายหนุ่มตรงหน้าไปทันที

.

เฮ้อ..ไอ้สองคนนั่นชอบหายกันไปอยู่เรื่อย คิลคิดไปพลางก็สาวเท้าเดินขึ้นหน้าไปพลาง

เพราะทันทีที่หนุ่มน้อยนักฆ่ากลับมาถึงห้องกลับพบแต่ความว่างเปล่า ไม่พบแม้แต่เงาของหนึ่งสาวคนป่วย และร่างของเจ้าชายที่เดินกลับมาก่อนเขาเป็นนานสองนาน คงไม่ต้องให้เดาเลยว่าคาโลหายไปไหนนอกจากจะออกไปตามหาเฟริน

ความจริงเขาก็ว่าจะไม่ไปยุ่งแล้วล่ะนะ เพราะทุกทีที่สองคนนั่นหากันเจอก็จะจบท้ายด้วยการสวีทกันทุกครั้ง ซึ่งเขาก็ไม่อยากจะเสนอหน้าเข้าไปขัดนัก ถ้าไม่ติดว่าคราวนี้มันต่างกันเพราะยัยตัวแสบดันป่วยซะนี่ ถ้าไม่รีบช่วยกันตามหาก็ไม่รู้ว่ามันจะไปเป็นลมเป็นแล้งกันที่ไหนน่ะสิ

ไอ้เรามันก็เป็นเพื่อนที่ดีซะด้วย..

ว่าแต่จะไปตามที่ไหนดีล่ะ..

และเหมือนกับสวรรค์จะช่วยตอบคำถามในใจให้ เมื่อดวงตาของนักฆ่าไปสบเข้ากับร่างสูงของเพื่อนมาดมากเข้าพอดี แต่ยังไม่ทันจะทักร่างบางที่ตามมาข้างหลังก็ส่งให้คำพูดกลืนหายลงคอไปได้ชะงัด

เรนอน..

.

ทำไมคนอื่นได้พักแต่เราต้องไปเป็นเวรกันนะ.. คำบ่นในใจอย่างหาได้ยากจากโร เซวาเรส ก่อนเจ้าตัวจะออกเดินอย่างไม่เร่งรีบ พลางคิดอยากโดดเวรอย่าไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ด้วยหน้าที่สองเท้าจึงได้ก้าวเดินต่อไป

ยังยอดหอคอย..

.

คืนวันที่ 31 ธันวา..

เฟรินที่วิ่งกระหืดกระหอบมาตลอดคืน ในที่สุดเด็กหนุ่มก็มาถึงกระท่อมเล็กๆหลังหนึ่งในป่าติดชายแดนบารามอส สถานที่ที่เขาได้เจอกับหญิงสาวผู้นี้เป็นครั้งแรก

ในตอนนั้นเขาอายุได้หกขวบ เด็กหนุ่มกำลังออกเก็บแอปเปิ้ลป่าของโปรดกะไว้เป็นเสบียงระหว่างเดินทาง พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนจะถูกห่อด้วยผ้าผืนใหญ่สีแดง เด็กหนุ่มจึงได้เดินเข้าไปดูด้วยนิสัยเสียเฉพาะตัว แต่สิ่งที่คิดว่าเป็นห่อผ้ากลับกลายเป็นหญิงสาวร่างบางในอาภรณ์สีขาวที่ถูกย้อมเป็นสีแดงสดด้วยเลือดจากกายของเจ้าหล่อนเอง

เฟรินที่ทนดูไม่ไหวจึงได้พาหล่อนที่นอนสลบอยู่หน้ากระท่อมนั้นเข้าไปรักษา

ทันทีที่เด็กหนุ่มจัดการกับบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่งกับคราบเลือดบนตัวหล่อนเสร็จ ใบหน้าของหญิงสาวที่ปรากฏแก่สายตาก็เล่นเอาหัวใจของเด็กหนุ่มเต้นแรงไม่เป็นส่ำ

ไม่ใช่เพราะใบหน้านั้นสวยราวนางฟ้าหรือขี้เหล่มากจนถึงขนาดทำให้หนุ่มน้อยต้องตกใจ แต่กลับเป็นเพราะใบหน้าของเธอที่ดูละม้ายคล้ายกับตัวของเขาเองอย่างประหลาด และทั้งๆที่เด็กหนุ่มแน่ใจว่าเขาและเธอเพิ่งจะพบกันครั้งนี้เป็นคราแรก แต่หัวใจกลับร้องเรียกและโหยหาใบหน้าหวานตรงหน้าราวกับรู้จักกันมาเป็นแรมปี ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างราวกับได้พบญาติสนิทที่จากลากันมานาน

และตั้งแต่ตอนนั้นเองที่ราวกับเป็นการพบกันแห่งโชคชะตา เด็กหนุ่มและหญิงสาวจึงได้รู้จักและเพาะปลูกสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นขึ้น

สายสัมพันธ์ที่ยิ่งกว่าสายเลือด..

"เรเน่!!" เสียงร้องตะโกนของเฟรินดังขึ้นด้านหน้ากระท่อม ก่อนที่ประตูจะถูกเปิดพรวดเข้ามาอย่างแรงพร้อมๆ กับร่างของเขา แต่ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็แทบทำให้ขาทั้งสองข้างที่ล้าอยู่แล้วจากการวิ่งเกือบจะทรุดลงกับพื้น หัวใจที่เต้นถี่รัวกระตุกวูบ และนัยน์ตาสีน้ำตาลใสเบิกกว้างอย่างตกใจสุดขีด

"เรเน่" เฟรินร้องเสียงหลงขณะถลาเข้าไปประคองร่างของหญิงสาวที่นอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้นขึ้นมาในอ้อมแขน

"เรเน่ มันเกิดอะไรขึ้น" เสียงที่เอ่ยสั่นพร่าอย่างระงับอารมณ์ มือก็เพียรพยายามห้ามเลือดที่ไหลทะลักออกจากแผลขนาดใหญ่ที่ท้องที่ดูท่าจะไม่ยอมหยุดง่ายๆ

"เฟริน.." เรเน่ปรือเปิดตาขึ้นช้าๆ พยายามซึมซับภาพของเด็กตรงหน้าให้นานที่สุด "เธอ.. จริงๆสินะ.."

"ใช่ ฉันเองเรเน่ ฉันเอง" เสียงสั่นพร่าอย่างระงับไม่อยู่ "นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน ใครทำอะไรเธอ" น้ำใสๆ เริ่มเอ่อทนที่ดวงเนตร มือก็สาละวนอยู่กับการห้ามเลือดที่ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์เต็มทีด้วยบาดแผลที่หญิงสาวได้รับนั้นมันสาหัสขนาดที่ว่าถ้าเธอจะจากไปในวินาทีใดวินาทีหนึ่งนับจากนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

บาดแผลฉกรรจ์ที่ท้องมันไม่ใช่บาดแผลธรรมดาหากแต่ว่าตรงส่วนที่ควรจะเป็นท้องนั้นกลับกลวงโบ๋ไปกว่าครึ่งราวกับถูกตัดคว้านออกไปมากกว่าที่จะเรียกว่าถูกแทง

"ไม่มีประโยชน์" เสียงหวานแผ่วเบาดังขึ้นอีกครั้ง มือเรียวซีดขาวเลื่อนขึ้นจับเข้าที่มือของเฟรินที่เพียรพยายามจะห้ามเลือดให้ได้อย่างเอาเป็นเอาตายจนมือนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีเข้ม

"ฉันรู้ตัวเองดี.. มันไม่ทันแล้วล่ะ" เรเน่พูดเสียงนุ่มอย่างปลอบประโลมแม้จะโรยแรงเต็มที

"อย่าพูดนะ เธอไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น" เฟรินร้องขึ้นเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าทำท่าจะตัดใจง่ายๆ "ฉันจะรักษาเธอเอง เธอจะต้องหาย ได้ยินมั้ย ฉันจะไม่ให้เธอเป็นอะไร.. เธอบอกฉันนี่นาว่าอยากเห็นดอกเกล็ดหิมะน่ะ เธอยังไม่ได้เห็นเลยนะจะชิงหนีกันไปก่อนแบบนี้ได้ยังไง.." น้ำใสไหลอาบดวงหน้าอย่างห้ามไม่อยู่ แม้พ่อจะบอกเสมอว่าลูกผู้ชายห้ามร้องไห้ แต่ตอนนี้..

"อย่าร้องไห้.." เรเน่ส่งยิ้มอ่อนโยนให้ มือบางเอื้อมขึ้นสัมผัสยังดวงหน้าของเฟรินพลางไล่นิ้วเรียวเช็ดธารน้ำตาที่ไหลรินออกจากเนตรสีน้ำตาลคู่งาม "เธอเคยถามฉันสินะเมื่อคราวแรกที่เราเจอกันว่าทำไมฉันถึงได้บาดเจ็บ" เฟรินพยักหน้ารับ ก่อนจะใช้มือที่ชุ่มไปด้วยเลือดประคองมือบางไว้แนบกับใบหน้า ปล่อยให้น้ำตาไหลรินอย่างไม่คิดจะห้ามอีกต่อไป

"ตอนนั้นกับตอนนี้มันก็เพราะเหตุเดียวกัน เพียงแค่ตอนนั้นฉันโชคดีกว่านี้เท่านั้น" เรเน่พูดพร้อมกับหยิบแก้วกลมๆสีดำร้อยเชือกที่มัดอยู่ที่เรือนผมของเธอออกมาแล้วยื่นมันให้กับเฟริน

"สิ่งนี้ฉันอยากให้เธอเก็บมันเอาไว้" เธอพูดขณะที่ลมหายใจดูจะแผ่วเบาลงเรื่อยๆ "เธอคงรู้สินะว่าฉันสามารถมองเห็นอนาคตได้ อนาคตของทุกคนที่ฉันเคยเห็น เคยได้พูดคุย เคยได้สัมผัส รวมไปถึงตัวของฉันเอง"

และที่สำคัญ อนาคตของเธอ..

"ที่จริงเรื่องที่จะเกิดขึ้นในวันนี้.. ฉัน.. ก็รู้ดีอยู่แล้ว เธอคงคิดสินะว่าทำไมเมื่อรู้แล้วฉันถึงไม่ป้องกัน เมื่อรู้แล้วทำไมฉันถึงไม่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงมัน" เฟรินไม่พูดอะไรเพียงแต่คอยฟังสิ่งที่เธอ.. เรเน่จะพูดต่อไปเท่านั้น

"บางสิ่งบางอย่างก็ใช่ว่าถ้าเรารู้ก่อนแล้วจะแก้ไขมันได้ และเรื่องนี้ก็เช่นกัน ทางเดินของฉันมันถูกขีดเอาไว้ให้ยาวเพียงเท่านี้.. แต่สำหรับเธอ อนาคตของเธอแม้จะมีอุปสรรค แม้จะยากลำบาก แม้จะต้องเจ็บปวดซักกี่ครั้ง ก็ขอให้เธอคิดเสมอถึงการมีชีวิต ขอแค่มีชีวิต.." พูดถึงตรงนี้เลือดสีสดก็ทะลักออกจากปาก

"เรเน่.." เฟรินร้องอย่างตกใจ แต่หญิงสาวเพียงยิ้มให้ "เพราะเรื่องนี้สินะ เพราะเธอรับรู้อนาคตได้ คนพวกนั้นถึงต้องการเธอ พอเธอไม่ยอมไปกับมัน มันเลยทำร้ายเธอ ใช่มั้ย"

"มันไม่ใช่เพราะเรื่องนั้นทั้งหมดหรอกนะ.. สิ่งที่มันต้องการคือไข่มุกดำต่างหาก"

"ไข่มุกดำ หรือว่า.." เนตรสีน้ำตาลจ้องไปที่ลูกแก้วสีดำในมือ ก่อนจะเบือนไปสบกับตาสีเดียวกันที่มองมาอย่างอ่อนโยนยิ่ง

"ฉันหลอกพวกนั้นว่าไข่มุกนั่นฉันกินมันลงไปแล้ว และในความจริงก็เป็นเช่นนั้น.. เพียงแค่มันไม่ใช่ไข่มุกจริงเท่านั้นล่ะ" หญิงสาวพูดพร้อมกับยิ้มบาง

"งั้นที่มันทำร้ายเธอ.."

แล้วก็แผลที่ท้องนี่.. เฟรินคิดอย่างเคียดแค้น แต่ตอนนั้นเอง..

"อย่าให้ความโกรธแค้นเข้าครอบงำเธอได้เฟริน" เรเน่เอ่ยเสียงแผ่วแต่สีหน้าจริงจัง ดึงให้เฟรินกลับมายังความเป็นจริงตรงหน้า "ความแค้นรังแต่จะสร้างความแค้นครั้งใหม่ขึ้นมาเท่านั้น" เธอเผยรอยยิ้มอีกครั้ง ก่อนประโยคที่เอ่ยต่อมาจะสร้างความงุนงงให้เด็กหนุ่ม

"เฟรินช่วยเปิดเสื้อออกหน่อยสิ" เรเน่พูดพลางขยับตัวลุกอย่างยากลำบากโดยมีเฟรินช่วยประคองให้ มือก็รับไข่มุกดำคืนมาขณะรอให้เฟรินที่มีสีหน้างุนงงแหวกอกเสื้อออก และโดยไม่คาดคิดหญิงสาวก็จัดการฝังไข่มุกเม็ดนั้นลงที่กลางอกของเด็กหนุ่ม เฟรินเบิกตาอย่างตกใจเมื่อเห็นไข่มุกจมหายไปในตัว นัยน์ตาสีเปลือกไม้ถึงได้ตวัดมองหญิงสาวอย่างรวดเร็ว

"แม้ฉันจะเปลี่ยนแปลงความตายไม่ได้ แต่อนาคตของเธอ.. ฉัน..จะปกป้องไว้ให้ได้" หญิงสาวพูดพร้อมรอยยิ้มที่ชวนให้อบอุ่นใจ ก่อนจะโอบกอดเฟรินไว้ในอ้อมแขน ราวกับแม่ที่โอบกอดลูกน้อยไว้ก็ไม่ปาน

"ฉันรักเธอนะเฟริน รักมาก.."

สิ้นคำมือบางที่กอดเด็กหนุ่มไว้พลันตกลงสู่พื้น เปลือกตาบางปรือปิดลงอีกครั้งอย่างไม่มีวันจะได้เปิดขึ้นมาอีก ใบหน้าที่ไม่ว่าเวลาใดแต่สำหรับเด็กหนุ่มแล้วมันยังคงงดงามเสมอ แม้ในตอนที่ร่างนั้นจะไร้ซึ่งวิญญาณหล่อเลี้ยงแต่กระนั้นก็ยังคงรอยยิ้มน้อยๆไว้บนใบหน้า รอยยิ้มที่มักจะมอบให้เขาเสมอ

เฟรินไม่พูดอะไร ไม่มีเสียงสะอื้นไห้ ไม่มีแม้แต่น้ำตาจะหลั่งริน มีเพียงอ้อมกอดที่กระชับแน่นราวกับจะถ่ายทอดไออุ่นให้ร่างบางตรงหน้าเท่านั้นที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเด็กตรงหน้ายังคงมีชีวิต แต่ถึงแม้จะไม่มีการร่ำให้หรือหยาดน้ำตา แต่ความเจ็บปวดที่ถาโถมนั้นกลับสุดระงับ มันเจ็บปวดยิ่งว่าการปล่อยให้สายน้ำหลั่งไหลออกจากดวงเนตร หรือพร่ำพรรณนาบทโศกออกมาเสียอีก เพราะต่อจากนี้คงไม่มีอีกแล้วรอยยิ้มงดงามที่เป็นแสงสว่างแห่งใจ ไม่มีอีกแล้วคนที่จะมอบความอบอุ่น ไม่มีอีกแล้วซึ่งเสียงหวานที่คอยเรียกชื่อคอยปลอบประโลมยามเหงา ไม่มีอีกแล้วกับหญิงสาวที่มีชื่อว่า

เรเน่..


edit @ 2006/03/30 04:57:31


edit @ 2006/04/29 09:47:11
edit @ 2006/04/29 10:42:29